BLOOMING SALE (14-30 Sep)

SALE UP TO 70% OFF ลดเพิ่ม 100 บาท เพียงพิมพ์ TRB100 เมื่อช้อปครบ 1,000 บาท ลดเพิ่ม 250 บาท เพียงพิมพ์ TRB250 เมื่อช้อปครบ 2,000 บาท ลดเพิ่ม 750 บาท เพียงพิมพ์ TRB750 เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท 📋 วันที่ 14 กันยายน 2564 – 30 กันยายน 2564 *ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เพราะความสุขที่สุดของบางคน คือการได้กินของอร่อย

ความสุขจากการกิน

เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกกังวล หรือเครียดจากเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องความรัก อีกหนึ่งวิธีในการสร้างความสุขแบบง่ายๆในวันนี้คือ”การกิน”ค่ะ กินอะไรก็ได้ที่เราชอบ กินของอร่อยๆ โดยเฉพาะการได้กินของหวาน ทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพราะ น้ำตาลจะช่วยทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น ช่วยทำให้จิตใจของเราผ่อนคลาย ช่วยให้ร่างกายของเราหลั่งสารเอ็นโดฟิน ที่สามารถทำให้เราเกิดความสุขได้ค่ะ แต่ก็อย่าทานจนเกินความพอดี เพราะความสุขจากการการกินอาจจะทำให้เรามีความทุกข์จากการที่เราอ้วนขึ้นมาแทนได้น๊าาาาา

ประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์สายกิน ==> คลิ๊ก

เพราะเรื่องกินคือเรื่องใหญ่!!!
ประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์สายกิน
คุ้มครองกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม เบาหวานและความดันโลหิตสูง

รายละเอียดความคุ้มครอง

  • คุ้มครองสูงสุด 600,000 บาท*
  • คุ้มครองกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม (ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ไขมันพอกตับ, นิ่วในถุงน้ำดี, หลอดเลือดแดงแข็ง, ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง) เบาหวานและความดัน
  • คุ้มครองทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก
  • ไม่ต้องซื้อพ่วงประกันชีวิต ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  • อายุรับประกัน 20-55 ปี และต่ออายุได้ถึง 60 ปี
  • การรักษาโดยแพทย์ทางเลือกในโรงพยาบาล สถานพยาบาลเวชกรรม หรือ คลินิก ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข
  • ไม่จำกัดวงเงินรายการค่ารักษาพยาบาลต่อครั้ง เช่น ค่าผ่าตัด ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้วงเงินค่ารักษาพยาบาลรวมขึ้นอยู่กับแผนประกันและความคุ้มครองที่เลือก
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

เลือกผ้าอ้อมอย่างไรให้เหมาะสมและปลอดภัยกับลูกน้อย

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับลูกน้อยนั่นก็คือ”ผ้าอ้อม” ซึ่งปัจจุบันนั้นมีการผลิตผ้าอ้อมออกมามากมายหลายรูปแบบ จนบางครั้งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อผ้าอ้อม เลือกแบบไหน เลือกยังไงให้เหมาะสมกับลูกน้อยของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ประเภทของ ขนาด และความปลอดภัย สำหรับการสวมใส่ของลูกน้อย วันนี้เรามาทำความรู้จักผ้าอ้อมแต่ละประเภทเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกผ้าอ้อมสำหรับเจ้าตัวน้อยของเรากันเลยค่ะ

ประเภทของผ้าอ้อม

หากกล่าวถึงผ้าอ้อมสำหรับเด็ก หลายคนอาจนึกถึงผ้าอ้อมธรรมดา ผืนสี่เหลี่ยมที่มีหลากหลายขนาดให้เลือก เมื่อใช้แล้วสามารถซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี และอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบาย ก็จะนึกถึงผ้าอ้อมสำเร็จรูปชนิดใช้แล้วทิ้งที่มีการโฆษณาแพร่หลายทางสื่อต่างๆ แต่คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่ายังมีผ้าอ้อมอีกประเภทหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบายง่ายต่อการสวมใส่คล้ายผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วยังสามารถซักแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกด้วยนะคะ แล้วเราจะเลือกใช้ผ้าอ้อมแบบไหนให้กับลูกน้อยของเรากันหล่ะ วันนี้เราได้รวบรวมเอาข้อดี ข้อด้อย ของผ้าอ้อมแต่ละประเภทมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูเพื่อให้สามารถเลือกใช้ผ้าอ้อมตามความเหมาะสมกับการใช้งานกันนะคะ

1.ผ้าอ้อมธรรมดา/ผ้าห่อตัว

ก็คือผ้าอ้อมแผ่นบางๆ มีหลากหลายขนาดตามการใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งออกตามประเภทของผ้า ดังนี้

ผ้าอ้อมผ้าฝ้าย

คุณสมบัติ : เนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี ดูดซึมน้ำและความชื้นได้ดี แต่ก็มีข้อเสียคือยับง่าย ไม่ค่อยอยู่ตัว เมื่อซักบ่อยๆ ก็จะย้วย เป็นราได้ง่าย

เหมาะที่จะใช้ในฤดูร้อนเพราะระบายความร้อนได้ดี

ผ้าอ้อมผ้าสำลี

คุณสมบัติ :  เนื้อผ้าหนา การดูดซับน้ำได้ดี แต่ใส่แล้วไม่ระบายอากาศ ซักแห้งยาก ใช้ไปนานๆ เนื้อผ้าจะแข็งขึ้นและเป็นขน

เหมาะที่จะใช้ในฤดูหนาวหรือห้องแอร์เพราะจะให้ความรู้สึกอบอุ่น

ผ้าอ้อมสาลู

คุณสมบัติ : ผ้าสาลูมีลักษณะคล้ายกับผ้าฝ้ายแต่มีความนิ่มกว่า ซึมซับน้ำได้ดี สามารถป้องกันอนุภาคเล็กๆได้ ไม่มีขนให้ระคายเคือง ระบายอากาศได้ดี ซักแล้วแห้งไว ไม่อับชื้น ซักแล้วไม่แตกออกหรือเป็นขุย ใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กไม่ก่อให้เกิดการละคายเคืองตลอดอายุการใช้งาน สามารถซักและนำมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง

เหมาะที่จะใช้ในฤดูฝน เพราะแห้งเร็วมาก ซักง่ายเนื้อไม่ยุ่ย

2.ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

ถ้าพูดถึงความสะดวกสะบายคงต้องยกให้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาเป็นที่หนึ่ง เพราะทารกมีการขับถ่ายบ่อยและไม่เป็นเวลาในแต่ละวัน อีกทั้งเมื่อต้องออกไปข้างนอก การถอดเก็บแล้วทิ้งนั้นสามารถตอบโจทย์ของคุณพ่อคุฯแม่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งปัจจุบัน

วิธีเลือกผ้าอ้อมอนามัยให้เหมาะสมกับลูกน้อย

1.เลือกผ้าอ้อมที่มีขนาดเหมาะสมกับก้นของลูกน้อย โดยดูจากน้ำหนักและช่วงอายุ เพื่อความสะบาย ไม่อึดอัด ลูกน้อยมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวนั่นเอง

2.เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย เช่นในวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรเลือกผ้าอ้อมแบบเทปที่สะดวกในการสวมใส่ และถอดทำความสะอาด เพราะช่วงวัยนี้ลูกน้อยจะอยู่ในท่านอนเป็นส่วนใหญ่ และทารกวัยนี้จะมีการขับถ่ายบ่อยครั้ง ส่วนผ้าอ้อมแบบกางเกงจะเหมาะสมกับทารกวัยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพราะช่วงวัยนี้เด็กจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ไม่อยู่นิ่ง การเลือกใช้ผ้าอ้อมแบบกางเกงทำให้ง่าย สะดวกและคล่องตัวในการเคลื่อนไหว ไม่ต้องกังวลเรื่องการระคายเคืองจากเทปกาวที่ติดเพื่อปรับความกระชับของผ้าอ้อม

3.เลือกผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมที่ทำจากวัสดุที่มีการซึมซับได้ดี ระบายอากาศได้ดี ผิวสัมผัสนุ่มและไม่อับชื้น หลีกเลี่ยงการเลือกใช้ผ้าอ้อมที่ใช้สารที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออาการแพ้ เช่นน้ำห้อม สี หรือกาว เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการเกิดผดผื่น รอยแดงและอาการแพ้ผ้าอ้อม ช่วยให้ลูกน้อยหลับได้ยาวและตื่นขึ้นมาพร้อมอารมณ์ที่สดใสตลอดทั้งวัน

.

ทิ้งหน้าหน้ากากอนามัยใช้แล้วอย่างไร ไม่ให้เสี่ยงแพร่เชื้อ

ปัจจุบันสถานการณ์ระบาดของโควิด19 ส่งผลให้ในแต่ละวันมีการใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก และในบางชุมชนหรือในที่สาธารณะบางแห่ง ไม่มีถังขยะติดเชื้อสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคจากหน้ากากอนามัยที่เราใช้แล้วโดยเฉพาะพนักงานเก็บขยะที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคได้ง่าย เรามาเรียนรู้การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำไว้ ดังนี้ค่ะ

1.ล้างมือให้สะอาดก่อนถอดหน้ากากอนามัย

2.ใช้มือทั้งสองข้างจับที่สายรัดแล้วดึงหน้ากากอนามัย ไม่ใช้มือสัมผัสด้านหน้าของหน้ากากอนามัย

3.จับที่ขอบหน้ากากแล้วพับครึ่ง เก็บส่วนที่สัมผัสร่างกายให้อยู่ด้านใน

4.พับครึ่งอีก 2 ทบ แล้วใช้เชือกพันรอบหน้ากาก มัดให้แน่น สำหรับหน้ากากอนามัยของผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ เช่น คนที่ต้องกักตัวดูอาการ ควรทำการฆ่าเชื้อเบื้องต้นด้วยการราดน้ำยาฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 5%) ก่อนทิ้งหน้ากากอนามัยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น

5.ใส่ถุงรองรับ(แยกจากขยะชิ้นอื่น) แล้วมัดปากถุงให้แน่น

6.เขียนกำกับบนถุงว่าขยะติดเชื้อ

7.ทิ้งหน้ากากอนามัยลงถังขยะที่มีฝาปิด

8.ล้างมือด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือถ้าไม่สะดวกให้ใช้แอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือทันที

                   การทิ้งหน้ากากอนามัยใส่ขวดพลาสติก เป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัยเพราะขวดพลาสติกเป็นขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ โดยการดึงเอาขยะภายในขวดออกให้หมด และนำขวดเปล่าไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ซึ่งอาจทำให้คนเก็บของเก่าหรือพนักงานเก็บขยะมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อโรคได้ นอกจากนั้น หากขวดพลาสติกดังกล่าวถูกนำกลับมาผลิตเป็นขวดบรรจุน้ำดื่มอีก ก็คงเป็นเรื่องยากที่ผู้บริโภคจะทราบได้ว่าเคยถูกใช้เป็นภาชนะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วมาก่อน

หากจะทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ควรทิ้งตามคำแนะนำข้างต้น และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคนะคะ

5 ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

5 ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 

การดูแลผิวพรรณตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการป้องกันอาการแตกลายตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผิวของคุณแม่ยังคงสภาพสวยไว้คงเดิมได้ ผลิตภัณฑ์ครีมทากันผิวแตกลาย ก็ถือว่าเป็นของใช้สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้ เพราะถ้าหากคุณแม่ขาดการบำรุงผิวในช่วงการตั้งครรภ์จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คือ ผิวแตกลายในส่วนต่างๆของร่างกายได้ สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังมองหาครีมทาผิวคนท้องอยู่ละก็ วันนี้เราจะพาเข้าไปดู 10 ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวขณะการตั้งครรภ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่าบรรดาคุณแม่ที่พิถีพิถันเรื่องการดูแลผิวเป็นอย่างยิ่ง

1. Burt’s Bees แบรนด์ขายดีจากอเมริกา เจ้านี้เค้ามี Mama Bee Set ประกอบด้วย 3 items ที่้แอดมินใช้แล้วปลื้มมากๆ เลยอยากแนะนำให้คุณแม่ลองใช้กันค่ะ มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

Mama Bee Belly Butterเบลลี่บัทเทอร์จากธรรมชาติสูตรไร้กลิ่น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวคุณแม่ในช่วงการตั้งครรภ์ ช่วยให้ผิวรู้สึกสบายในระหว่างการตั้งครรภ์และป้องกันผิวหย่อนคล้อย ช่วยกระชับผิวคุณแม่ให้กลับมาเป็นดังเดิมหลังคลอด ใช้ทาให้ทั่วท้อง

Mama Bee Nourishing Body Oil สูตรพิเศษเหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีผิวแห้งเป็นพิเศษ ทำมาจากน้ำมันสวีทอัลมอนด์ ที่ให้กลิ่นที่หอมสดชื่น นอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้วยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายได้

Mama Bee Leg and Foot Cremeเนื้อครีมเข้มข้นผสานคุณค่าเปปเปอร์มินต์ออยล์และสารสกัดจากโรสแมรี่ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพื่อเข้าฟื้นบำรุงขาที่เมื่อยล้าและฝ่าเท้าที่ใช้งานหนัก เหมาะสำหรับช่วงตั้งครรภ์และคุณผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวัน

2. endota Moisture Rich Belly Butter ครีมบำรุงผิวหน้าท้องและผิวกายบริเวณที่ต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ เช่น หน้าอก สะโพก และต้นขา สำหรับคุณแม่โดยเฉพาะ เพื่อผิวนุ่มละมุนป้องกันการแตกลายจาก Australia

ครีมบำรุงผิวหน้าท้อง Certified Organic สำหรับช่วงตั้งครรภ์ เนื้อครีมเข้มข้น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ อุดมไปด้วยวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil, Argan Oil, Shea Butter และ Cocoa Butter เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว พร้อมบำรุงอย่างล้ำลึก ป้องกันการแตกลายและแห้งเหี่ยวของผิวหนังได้เป็นอย่างดี เพิ่มความกระชับ นุ่มชุ่มชื่นให้คุณแม่พร้อมรับมือกับการขยายของผิวบริเวณหน้าท้องและส่วนต่างๆของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างหายห่วงด้วยสูตรที่ผ่านการทดสอบและคิดค้น โดย Woman’s Health Scientist with PhD in women’s reproductive health.

3.Palmer ‘s ปาล์มเมอร์ ชุดดูแลผิวตั้งครรภ์เดือนที่ 7-9 (5 ชิ้น) เตรียมความพร้อมให้ผิวช่วงใกล้คลอด ดูแลปัญหาผิวแตกลาย สำหรับคุณแม่อายุครรภ์ 7-9 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมให้ผิวรองรับการขยายตัวที่รวดเร็วในช่วงใกล้คลอด ปลอดภัยต่อลูกน้อยในครรภ์ ปราศจากวิตามินเอที่เป็นอันตรายต่อทารก ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นพิเศษ พร้อมช่วยให้ผิวแลดูกระชับอย่างเป็นธรรมชาติให้ทรวงอก เพื่อเตรียมพร้อมให้คุณแม่ ที่อยากจะเป็นคุณแม่สาวสวยอีกครั้ง (ตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล)

4.EVE’S BOOSTER BODY cream ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ลดการแตกลาย ทาท้องขณะตั้งครรภ์ ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ผสานด้วยสารกลุ่ม Whitening ที่ช่วยทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยฤทธิ์ของ Vitamin B3 และ Alo Vera ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น คงความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว (Paraben Free)- ปรับผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นแก่ผิว ช่วยสมานผิวให้เรียบเนียน ลดเลือนจุดด่างดำ รอยยุงกัด รอยแผลเป็น เพิ่มความแข็งแรง และปกป้องผิวจากมลภาวะ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว

5. Mama’s Choice Stretch Mark Cream ครีมลดรอยแตกลาย ครีมทาท้องลาย ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ปลอดภัยสำหรับคนท้อง ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกกับผิวที่แตกลาย และบรรเทาอาการคัน สามารถทาได้ทั้งหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และบริเวณหน้าอก มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดถั่ว (Lipobelle ™ Soyaglycone) และว่านหางจระเข้(Aloe Vera) ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น และอ่อนนุ่มตลอดวัน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและส่วนประกอบในการสร้างคอลลาเจน อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง  ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร แนะนำให้ใช้ระหว่างตั้งครรภ์ หลังการตั้งครรภ์ หรือเมื่อน้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว

ทำความรู้จัก“โมเดอร์นา”(Moderna) วัคซีนทางเลือกที่กำลังมาแรง

วัคซีนทางเลือก คือ วัคซีนโควิด 19 ที่รัฐบาลอนุมัติให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้จัดซื้อผ่านองค์การเภสัช นอกเหนือจากวัคซีนที่อยู่ในแผนการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่หลากหลายมากขึ้น

แม้ว่ารัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนโควิด 19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ด้วยความต้องการวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด19 สายพันธุ์เดลต้า ที่มีรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้สนใจจองวัคซีนทางเลือกกับสถานพยาบาลเอกชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งคาดการณ์ว่าวัคซีน Modernaจะได้รับการนำเข้าประเทศไทยในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2564″ สำหรับใครที่กำลังสนใจการฉีดวัคซีนตัวนี้อยู่ ลองมาทำความเข้าใจเพื่อประกอบการตัดสินใจจองวัคซีนกันเลยค่ะ

ประสิทธิภาพของวัคซีน

จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน Modernaมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดโรคคือ 94.1% ในประชากรทั่วไป ป้องกันการติดโรคได้ 86.4% ในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ลดความรุนแรงของโรคได้ 100% และลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 ได้ 100% และจากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการล่าสุด พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระดับที่สูงพอที่จะยับยั้งสายพันธุ์ B.1.17 จากอังกฤษ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ได้ และจากการศึกษาตัวอย่างเลือดของ 8 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วใน 1 สัปดาห์ ผลชี้ว่าผู้ได้รับวัคซีนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันที่สามารถต้านทานต่อโควิดสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงสายพันธุ์เดลต้า ที่พบในอินเดีย แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าระดับประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์แยกย่อยเหล่านี้มีมากเพียงใด

การรับรองมาตรฐาน

Modernaผ่านการรับรองการใช้ป้องกันโรคโควิด-19 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อ 30 เม.ย. 2564 และ อย.ไทยขึ้นทะเบียนเมื่อ 13 พ.ค. 2564

รายละเอียดการฉีดวัคซีน

1. ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยา และมีความกังวลควรปรึกษาแพทย์

2. สำหรับผู้ยังไม่เคยฉีดวัคซีนโควิดชนิดใดๆ มาก่อน

     – ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์

3. สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนโควิดชนิดใด ๆ มาแล้ว (ทั้งแบบ 1 หรือ 2 เข็ม)

   3.1 เคยได้รับวัคซีนโควิดมาแล้ว 1 เข็ม

     – กรณีเข็มที่ 1 เป็น Sinovac และต้องการฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 2 แนะนำให้ ฉีดห่างจากเข็มที่ 1 ในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์

     – กรณีเข็มที่ 1 เป็น Astrazeneca และต้องการฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 2 แนะนำให้ฉีดห่างจากเข็มที่ 1 ในระยะเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์

   3.2 เคยได้รับวัคซีนโควิดมาแล้ว 2 เข็ม

     ไม่ว่าจะเคยได้รับวัคซีนโควิดชนิดใดมาก่อนก็ตาม สามารถฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 3 เพื่อเป็นการกระตุ้นได้ โดยแนะนำให้ฉีดห่างจากเข็มที่ 2 ในระยะเวลา 12-20 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna กระตุ้น เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อป้องกันสายพันธุ์เดลต้าที่อาจระบาดในประเทศไทย

* หมายเหตุ : ระยะของการฉีดวัคซีนเข็ม 2 และ เข็ม 3 สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาวิจัยในอนาคต

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนรับวัคซีนโควิด19

วัคซีนเด็ก

แม้ว่าวัคซีนจะไม่ได้ให้ผลในการป้องกันการติดเชื้อได้ 100% เพราะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละตัวและการตอบสนองของแต่ละบุคคล แต่คุณสมบัติของวัคซีนโควิด19 ทุกตัวนั้น สามารถลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยหลังการติดเชื้อและลดการเสียชีวิตได้เกือบ 100% ซึ่งจะทำให้ลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและลดอัตราการเสียชีวิตได้ แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ยังรู้สึกลังเลและกังวลใจกับผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด19 อยู่บ้าง การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนโควิด19 จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

วัคซีนเด็ก

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนโควิด19

1.อาการข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ไข้ต่ำๆ

2.อาการข้างเคียงรุนแรง เช่น มีไข้สูง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาเจียน ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นทั้งตัว ชัก หมดสติ

การปฏิบัติก่อนฉีดวัคซีนโควิด19

1) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2)สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก

3) วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี

4)งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5) ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก

6) หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที 

7) กรณีที่มีอาการข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน เช่น มีไข้ ปวดแขน ปวดเมื่อยตามตัวมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด

8) การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและ

9) ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที

10) ป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTTA

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.

เลื่อนนัดฉีดวัคซีนให้ลูกดีไหม ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

วัคซีนเด็ก

ในช่วงที่มีรายงานการระบาดของโควิด-19 คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลใจเมื่อลูกมีนัดต้องไปฉีดวัคซีนในช่วงนั้นพอดี หลายคนกังวลว่าควรจะพาลูกออกจากบ้านไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาลดีไหม เพราะการหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กไปสถานพยาบาล จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้ แต่หากพิจารณาถึงความจำเป็นในด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กเล็ก ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการเลื่อนฉีดวัคซีนในช่วงที่โควิดระบาดนั้นควรพิจารณาเป็นรายๆไป เพราะเด็กแต่ละคน เด็กแต่ละช่วงอายุ และแต่ละพื้นที่ไปนั้นมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ซึ่งทางสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้แนะนำรายละเอียดดังต่อไปนี้ค่ะ

เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ไม่ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนเพราะในช่วงขวบปีแรกเป็นวัคซีนเป็นวัคซีนพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งการไม่ได้รับวัคซีนจะมีผลเสียมากกว่า เพราะเป็นวัคซีนที่เด็กจะได้รับเพื่อการป้องกันการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบบี คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก ฮิป โปลิโอ หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน รวมทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีรายงายอัตราการตายของเด็กที่ป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากกว่าโควิด-19 แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ เช่นอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง พื้นที่สีแดง อาจจะพิจารณาเลื่อนการฉีดวัคซีนได้ 1- 2 สัปดาห์

เด็กอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป

เด็กในช่วงวัยนี้สามารถเลื่อนการฉีดวัคซีนไปได้เพราะเป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งเด็กมักจะมีภูมิในระดับหนึ่งแล้ว สามารถเลื่อนการฉีดวัคซีนไปได้ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่โรงพยาบาลที่เคยเข้ารับการรักษาอยู่ หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านค่ะ

เด็กโตหรือวัยรุ่น

วัคซีนในวัยนี้สามารถเลื่อนออกไปได้จนกว่าสถานการณ์การระบาดจะสงบ

และในกรณีที่มีจำเป็นที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคให้ลูกน้อยได้ดังนี้

1.เลือกสถานพยาบาลที่ไม่มีความแออัดมาก หรืออาจจะเลือกวันที่มีผู้ป่วยไม่เยอะและใช้เวลาให้น้อยที่สุด

2.เลือกสถานพยาบาลที่สามารถจองคิวเข้ารับบริการได้เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้อื่น โดยสามารถโทรสอบถามข้อมูลตามโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลแต่ละแห่งได้

3.สวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ลูกน้อยได้ในกรณีที่เด็กมีอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไปได้ แต่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากลูกแสดงท่าทางอึดอัด มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หรือในช่วงที่ลูกหลับ ควรถอดหน้ากากอนามัยก่อน หากอยู่ในพื้นที่โล่ง การถ่ายเทอากาศดีสามารถถอดหน้ากากอนามัยออกให้ลูกก่อนได้ และควรสวมกลับอีกครั้งเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด

4.ไม่แนะนำให้ใส่หน้ากากให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เนื่องจากลูกน้อยเราจะไม่สามารถบอกเราได้ หรือดึงหน้ากากออกเองได้ เมื่อรู้สึกอึดอัดหรือหายใจไม่ออก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการคลั่งของคาบอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดอันตรายกับทารกได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีการอุ้มแนบกับอกหรือนำเด็กใส่รถเข็นที่มีผ้าคลุมปิด ซึ่งผ้าคลุมที่ใช้ควรมีคุณสมบัติกันน้ำได้จะเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันได้ดีที่สุด เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรค

5.เลือกรวมฉีดวัคซีนหลายชนิดในครั้งเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลบ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก

6.ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของใดๆ

7.รักษาระยะห่างกับผู้อื่น ประมาณ 1-2 เมตร

จะเห็นได้ว่าการที่เราใส่ใจในป้องกันตนเองและลูกน้อยอย่างเหมาะสม ก็ทำให้ลูกน้อยได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยไม่ต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และป้องกันการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าลืมพาลูกน้อยเข้ารับวัคซีนตามนัดนะคะ

เลือกใช้เสื้อผ้ามือสองอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรค

เสื้อผ้ามือสอง

แม้ปัจจุบันเสื้อผ้าแฟชั่นในท้องตลาดมีมากมายรูปแบบที่ผลิตออกมาใหม่ๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเสื้อผ้ามือสองก็ยังเป็นที่นิยมซื้อใส่กันมากมายเช่นกัน เผลอๆบางตัวก็มีราคาแพงมากกว่าของใหม่เสียอีก แล้วอะไรหล่ะที่ทำให้คนเราตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง ทั้งๆที่บางทีก็มีราคาสูงกว่าของใหม่อีกด้วย เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

เหตุผลที่หลายๆคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง

1.เพราะติดใจในเสน่ห์ของเหล่าเสื้อผ้าที่เดินทางข้ามกาลเวลามาด้วยดีไซน์เก๋ๆไม่ซ้ำใคร เป็นสไตล์ของเราจริงๆที่หาซื้อไม่ได้ในยุคนี้แล้ว อีกทั้งดีเทลที่เป็นแฮนเมด ซึ่งรายละเอียดพวกนี้ไม่มีวันหาได้จากเสื้อผ้าโรงงานอย่างแน่นอน

2.การใส่เสื้อผ้ามือสองเป็นอีกหนทางหนึ่งของการรียูส นำของเก่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง โดยเฉพาะแฟชั่นที่วนเวียนเทรนด์กลับมาอยู่เรื่อยๆ เป็นการรวมเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อมและการแต่งตัวเข้าด้วยกัน

3.ซื้อเพราะราคาถูก ชอบเปลี่ยนบ่อย ใส่ไม่นานก็เปลี่ยนการเลือกซื้อมือสองจึงคุ้มค่ากว่า

4.เพราะเสื้อผ้ามือสองที่ขายอยู่บางทีก็เป็นของมือหนึ่ง แต่อาจจะตกรุ่นมากจากโรงงาน หรือไม่ก็ไม่ผ่านQC เลยถูกโล๊ะมาขายในร้านมือสอง   

เสื้อผ้าแบรนด์เนมมือสอง

5.เพราะชอบสินค้าแบรนด์นี้รุ่นนี้มาก แต่สินค้าที่ต้องการหมดแล้ว หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว พอเจอมือสอง เลยต้องซื้อไว้เลย ซึ่งถ้าหากใส่ใจในการเลือกซื้อสักหน่อย ก็อาจจะได้ของดีในราคาที่ถูกแสนถูกได้

แต่บ้างครั้งหลายคนก็เจอกับประสบการณ์ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมสภาพของเนื้อผ้า รอยเลอะ หรือกลิ่นที่ขจัดได้ยาก เสื้อผ้ามือสองที่วางขายอยู่ตามตลาดนั้น บอกแหล่งที่มาไม่ได้ ว่าใครเป็นเจ้าของเสื้อ และป่วยเป็นโรคอะไรบ้างก็ ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน ประกอบกับจำนวนเสื้อผ้า มือสองที่นำเข้ามา มีจำนวนมากในแต่ละปี หากวิธีการ ขนส่งและการจัดเก็บไม่สะอาดปลอดภัย อีกทั้งการที่พ่อค้าแม่ค้านำมาวางกองขายกับพื้น ยิ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนฝุ่นละออง เชื้อโรค และแมลง ชนิดต่างๆ ได้ง่ายด้วย เมื่อนำมาสวมใส่โดย ปราศจากการทำความสะอาดที่ดีพอ จะเสี่ยง ต่อการเกิดโรคได้ ซึ่งที่พบได้บ่อย คือ เชื้อรา กลากเกลื้อน โลน ตัวไร โรคภูมิแพ้จากฝุ่น น้ำซักผ้า น้ำยารีดผ้าเรียบ แพ้วัสดุที่ใช้ผลิต เช่นกระดุมโลหะ หัวเข็มขัดเหล็ก เป็นต้น ดังนั้นการเลือกใช้เสื้อผ้ามือสองควรใส่ใจในความสะอาดและปลอดภัยตั้งแต่การเลือกซื้อเลยนะคะ

วิธีเลือกซื้อเลือกใช้เสื้อผ้ามือสองอย่างปลอดภัย

1.ควรเลือกร้านที่ดูสะอาด การจัดเก็บเรียบร้อย ไม่วางกองไว้กับพื้น ถ้าเป็นไปได้การเลือกซื้อเสื้อผ้าที่รู้ถึงแหล่งที่มา เช่น เสื้อผ้ามือสองของเพื่อนที่เรารู้จัก เป็นต้น

เสื้อผ้ามือสอง

2.สวมผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นที่มากับเสื้อผ้าขณะเลือกซื้อ หรืออาจจะเป็นการสั่งซื้อทางออนไลน์ก็จะสามารถเลือกตัดปัญหาเรื่องฝุ่นที่มากับผ้าไปได้เลย

3.เลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพดี ไม่มีรอยด่างคราบดำ หรือกลิ่นอับชื้น

4.ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่ทำมาจากหนัง สัตว์ขนฟู เพราะทำความสะอาดได้ยาก

5.ไม่ว่าจะเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองที่ร้านหรือการสั่งซื้อออนไลน์ ก่อนนำมาสวมใส่ก็ต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคก่อนทุกครั้ง โดยการต้มในน้ำเดือดหรือน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่า  71  องศาเซลเซียส นาน25  นาที  จากนั้นนำไปตากแดดจัดให้แห้ง

เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเสื้อผ้ามือสองที่เราเลือกใช้นั้นมีความสะอาดปลอดภัยและไม่เสี่ยงโรค แต่ถ้าใครรู้สึกมีอาการผิดปกติ เช่นผื่นแดง คันผิวหนัง หลังจากใช้เสื้อผ้ามือสอง  ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันทีนะคะ  และไม่ควรแคะ  แกะ  เกาบริเวณที่มีอาการ เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อจนลุกลามได้

ออกกำลังกายอย่างไร ให้ห่างไกลCOVID-19

กลับมาอีกแล้วกับการระบาดระลอกที่2 ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า โควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ทำให้ในหลายๆพื้นที่เริ่มมีคำสั่งให้มีการ lockdown เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ หลายๆคนต้องกักตัวที่บ้าน การทำกิจกรรมต่างๆต้องทำที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งการออกกกำลังกาย ดังนั้นการเลือกออกกำลังกายในแบบที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ให้คำแนะนำในการออกกำลังกายที่บ้านเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในรูปแบบที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด 19 ดังนี้ค่ะ

โยคะ

1.ออกกำลังกายในบ้านหรือลานบ้านส่วนตัว

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นับว่าปลอดภัย และถือว่าได้ปฏิบัติตามแนวทางประเทศที่กำลังรณรงค์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดหรืออยู่ในที่มีคนหนาแน่น

สำหรับการออกกำลังกายที่บ้าน ควรเน้นความเหมาะสมตามบริบทของผู้ออกกำลังกาย อุปกรณ์ สถานที่ หากไม่มีอุปกรณ์หรือพื้นที่ อาจเลือกชนิดการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก เช่น โยคะ เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก เดินเร็วรอบๆบริเวณบ้าน เป็นต้น

2.ออกกำลังกายในสถานที่สาธารณะ

หากมีข้อจำกัดพื้นที่ในบ้านเล็กเกินกว่าจะออกกำลังกาย หรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้สถานที่สาธารณะในการออกกำลังกาย ก็ยังสามารถทำได้นะคะ แต่อย่าลืมการปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนี้

  • ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดหรืออยู่ในที่มีคนหนาแน่น  
  • รักษาระยะห่างบุคคล โดยเว้นระยะ 2 เมตร เพื่อลดการรับสัมผัสเชื้อโรคที่ลอยมากับเสมหะ น้ำลาย น้ำมูกของผู้อื่น หรือจากการจับต้องสัมผัสมือกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า จมูก ตา ปาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการนำเชื้อโควิด-19เข้าสู่ร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการการสัมผัสในจุดสัมผัสร่วมของอุปกรณ์ต่างๆ 
  • หมั่นทำความสะอาดมือ ล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือ แอลกอร์ฮอเจล
  • หมั่นทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นประจำ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กำจัดเชื้อ เช่น สบู่เหลวล้างมือ แอลกอฮอล์ 70% หรือผลิตถัณฑ์ฆ่า้ชื้ออเนกประสงค์

ทั้งนี้การออกกำลังกายในแต่ละครั้งควรทำอย่างต่อเนื่องให้ได้นาน 30 นาทีขึ้นไป 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ให้ห่างไกลโควิด19 อย่างแน่นอนค่ะ