5วัคซีนสำหรับผู้สูงวัย..เกราะป้องกันให้ห่างไกลโรค


ธรรมชาติของผู้สูงวัยทุกคนล้วนอยากพึ่งพาตนเองให้ได้นานที่สุด นอกจากการดูแลตนเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชฯชน์แล้ว การฉีดวัคซีนก็ถือเป็นการป้องกันการเกิดโรคและลดความรุนแรงของการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง จะมีอาการที่รุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาจเสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียจากการเข้ารับการรักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ดังนั้นผู้สูงวัยควรเข้ารับการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยความคาดหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคที่สามารถปกป้องได้ ดังนี้

1.วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus vaccine) และโรคคอตีบ (Diphtheria vaccine)

วัคซีน

โรคบาดทะยักเป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้สูงอายุ พบว่าอัตราตายจากโรคนี้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคบาดทะยักส่วนใหญ่มักไม่มีประวัติรับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือมีประวัติได้รับวัคซีนครั้งสุดท้ายมานานกว่า 10 ปี การให้วัคซีนทุก 10 ปี ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันดีขึ้นในผู้สูงอายุขณะเดียวกันก็พบว่าสามารถลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดโรคบาดทะยักได้

โรคคอตีบ ปัจจุบันยังพบการระบาดของโรคคอตีบในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีรายงานถึงการเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีรายงานการระบาดของโรคคอตีบในหลายจังหวัดเป็นครั้งคราว โดยโรคคอตีบมักเกิดในพื้นที่ที่มีคนอพยพ ชาวเขาหรือ ชาวต่างชาติที่มีประวัติได้รับวัคซีนไม่เพียงพอ

หมายเหตุ : ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและโรคคอตีบ (tetanus diphtheria toxoid :Td) ทุก 10 ปี แทนการให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก ( tetanus toxoids: TT) เพียงชนิดเดียว

2. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย (Inactivated influenza vaccine)

การเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุพบว่า จะมีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สูง รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ก็สูงที่สุดในผู้สูงอายุ การให้วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น

หมายเหตุ : ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีในช่วงปลายฤดูฝนถึงช่วงฤดูหนาว ( กระตุ้นทุก 1 ปี )

3.วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)

ตับอักเสบบีเป็นโรคร้ายที่ส่งผลกระทบต่อตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีสามารถป้องกันโรคตับอักเสบบีและอันตรายต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการติดเชื้อตับอักเสบบีได้ รวมถึงมะเร็งตับและตับแข็ง วัคซีนให้ความคุ้มครองจากการติดเชื้อตับอักเสบบีเป็นระยะยาว อาจถึงตลอดชีวิตได้

ผู้สูงวัยที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีควรได้รับการฉีดวัคนี้ ในกรณีบุคคลที่เกิดภายหลังปี พ.ศ.2535 มีความประสงค์จะฉีดวัคซีน โดยที่ไม่แน่ใจ หรือ ไม่ทราบประวัติการรับวัคซีนที่ชัดเจน ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม แล้วตรวจ Anti HBs antibody ภายหลังการฉีดวัคซีน 2-4 สัปดาห์ หากพบว่าระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า 10 IU/ml แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก

4.วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบนิวโมคอคคัสชนิดโพลีแซคคาไรด์ (23-valent pneumococcal polysaccharide vaccine12 ; PCV 23) และชนิดคอนจูเกต(13-valent pneumococcal conjugate vaccine; PCV-13)

การติดเชื้อนิวโมคอคคัส (S.pneumoniae) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่รุนแรงในผู้สูงอายุ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด และการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง พบว่าการใช้วัคซีนจะสามารถลดการติดเชื้อรุนแรง

ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 2 ชนิด โดยเริ่มฉีดชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ 1 เข็ม ตามด้วยชนิดโพลีแซคคาไรด์ 23 สายพันธุ์

5.วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Varicella zoster vaccine)

โรคงูสวัดพบได้บ่อยขึ้นตามอายุ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ อาการปวดแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท อาการปวดในผู้ป่วยสูงวัยมักมีความรุนแรงและมีอาการนานกว่าในผู้ป่วยอายุน้อย ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด 1 เข็ม

ผู้สูงวัย..สุขภาพดี

การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและให้ภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีอีกด้วยนะคะ

หมายเหตุ : ควรรับวัคซีนภายใต้คำแนะนำของแพทย์