เช็ดตัวลดไข้..ใครว่าไม่สำคัญ


เช็ดตัวลดไข้

เวลาที่เด็กๆไม่สบาย “ไข้” เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะมีอาการตัวร้อนนำมาก่อนเสมอ และมักจะเกิดขึ้นร่วมกับความเจ็บป่วยหรือการสูญเสียความสมดุลภายในร่างกาย ซึ่งตามธรรมชาติของเด็กนั้น การระบายความร้อนออกจากร่างกายเป็นไปได้ช้า เนื่องจากบริเวณพื้นที่ผิวร่างกายมีน้อย แต่การสร้างความร้อนกลับเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งภาวะไข้นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆในร่างกายอย่างมากมาย

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถ้ามีไข้สูง39-40 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตัวร้อนจัด เด็กอาจเกิดอาการชักเนื่องจากไข้สูงได้ เพราะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบประสาทส่วนกลางยังเจริญไม่เต็มที่ อาการชักส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีไข้ หากมีการชักบ่อยๆจะทำให้สมองขาดออกซิเจน เซลล์สมองถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของเด็กและการทำงานของสมองในอนาคตได้ 

           การดูแลเด็กที่มีอาการไข้มีมากมายหลายวิธี และการเช็ดตัวลดไข้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง สามารถดูแลบุตรหลานในเบื้องต้นได้ ซึ่งการเช็ดตัวลดไข้นั้น เป็นกระบวนการนำความร้อนออกจากร่างกายสู่ผ้าเปียกที่ใช้เช็ดตัว โดยการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นให้เปียกชุ่ม แล้วเช็ดถูตามส่วนต่างๆของร่างกายร่วมกับการประคบผิวหนังบริเวณที่เป็นจุดรวมของหลอดเลือดขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง เช่น หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับต่างเพื่อช่วยให้ถ่ายเทความร้อนจากหลอดเลือดสู่ผิวหนัง และสู่ผ้าเปียกตามลำดับ

และสิ่งสำคัญในการดูแลเด็กที่มีอาการไข้ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง การเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดูแลเด็กเป็นพิเศษ  

วิธีเช็ดตัวลดไข้

เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้
เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้

การเช็ดตัวลดไข้นั้นนอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกสุขสบายมากขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากภาวะไข้สูงอีกด้วยนะคะ เรามาดูการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีกันเลยค่ะ

            1. เตรียมเครื่องใช้สำหรับการเช็ดตัวลดไข้ ได้แก่  กะละมังใส่น้ำ 1 ใบ  ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 1 ผืน ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก 3 ผืน และเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้

             2.ใส่น้ำอุ่นในกะละมังที่เตรียมไว้ ประมาณ 2 ลิตร  ความร้อนของน้ำควรจะอุ่นกว่าอุณหภูมิห้อง แต่เย็นกว่าอุณหภูมิในร่างกายของเด็ก  น้ำอุ่นจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ความร้อนถูกระบายออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น 

            3. ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด เพื่อให้ผิวสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีที่สุด

            4. ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 1 ชุบน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ บิดหมาดๆ แล้วเช็ดถูผิวหนังบริเวณใบหน้า ซอกคอและหลังหู แล้วพักผ้าไว้บริเวณซอกคอ การเช็ดถูจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดช่วยให้ความร้อนสามารถระบายออกทางผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น

            5.ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 2 เช็ดบริเวณแขนโดยเริ่มจากปลายแขน เช็ดแขนเข้าหาลำตัวเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ช่วยให้การระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น และพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

6.ใช้ผ้าผืนที่ 3 เช็ดแขนอีกข้างและพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

7.เปลี่ยนผ้าบริเวณซอกคอ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณใบหน้าและศีรษะอีกครั้ง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหน้าผาก

8.เปลี่ยนผ้าบริเวณรักแร้ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณลำตัวด้านหน้าและด้านข้างทั้ง 2 ข้าง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหัวใจ

9.เปลี่ยนผ้าบริเวณหน้าผาก ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดขาบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง โดยเริ่มจากปลายเท้าเข้าหาลำตัว แล้วพักไว้บริเวณขาหนีบ

10.พลิกตะแคงตัวเด็ก ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดด้านหลังตั้งแต่คอจนถึงก้นกบ เช็ดหลายๆครั้ง หากน้ำในกะละมังเย็นลงก็ให้เปลี่ยนน้ำอุ่นใหม่

11.เช็ดเหมือนเดิมจนครบเวลาประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าร่างกายเด็กเย็นลงกับมือ หลังจากนั้นเช็ดตัวเด็กให้แห้งด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มี่เตรียมไว้ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย

12. หลังเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที วัดอุณหภูมิร่างกายซ้ำด้วยปรอทวัดไข้อีกครั้ง  ถ้าพบว่าเด็กกลับมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็เช็ดตัวลดไข้ตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้ง 

tricks & tips ช่วยลดไข้

           1. ในขณะการเช็ดตัวและหลังการเช็ดตัวลดไข้ ให้เด็กนอนพักเพื่อลดอัตราการเผาผลาญในร่างกาย

           2. ผู้ปกครองสามารถพิจารณาให้รับประทานยาลดไข้ได้ ถ้าพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป

           3. พยายามกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มบ่อยๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากอาการไข้สูง และทำให้เยื่อบุมีความชุ่มชื้น

           4. เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเด็กๆอาจจะรู้สึกเบื่ออาหาร การกระตุ้นให้รับประทานอาหารอ่อน ปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เด็กทานอาหารได้มากขึ้น

           5. การทำความสะอาดปากและฟัน ช่วยระงับกลิ่นปาก ป้องกันแผลและการติดเชื้อในปาก และส่งเสริมความอยากอาหารของเด็กได้มากขึ้น

6. ถ้าเด็กมีอาการชัก ให้จับนอนตะแคงหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายไหลได้สะดวก ป้องกัน การสำลัก ห้ามป้อนยาเด็กในขณะที่ยังมีอาการชัก และแม้เด็กจะหยุดชักแล้ว ก็ควรนำเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุของการไข้ และเฝ้าระวังความผิดปกติของสมองที่อาจจะตามมาได้