โรคตุ่มน้ำพอง เพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid)


จากกรณีที่นักแสดงชื่อดังของไทย ป่วยด้วยอาการผิวหนังมีตุ่มน้ำ ล่าสุดทางโรงพยาบาลแถลง เป็นโรคตุ่มน้ำพอง วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักโรคนี้เพื่อความเข้าใจและร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคนี้กันนะคะ

โรคตุ่มน้ำพองหรือโรคเพมฟิกอยด์ ( Bullous pemphigoid) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อย แต่ไม่ใช่โรคหายาก ในรอบ 5 ปี กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง จำนวน 1,371 ราย  โรคตุ่มน้ำพองมักพบในผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีอาการคล้ายคลึงกับโรคแพมฟิกัส  ซึ่งโรคตุ่มน้ำพองไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดจากภูมิเพี้ยน เนื่องจากร่างกายจากที่เคยมีภูมิต้านทานคอยป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ  แต่บางครั้งภูมิเกิดเพี้ยนกลับมาทำอันตรายกับร่างกายตัวเองจนเกิดเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง 

สาเหตุโรคตุ่มน้ำพอง

สาเหตุ เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดการสร้างสารโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินไปทำลายการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกตัวของผิวหนัง ในชั้นหนังกำพร้า หรือบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้ 

อาการโรคตุ่มน้ำพอง

อาการ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดง คัน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆกัน ตุ่มพองจะเต่งตึง แตกได้ยาก เนื่องจากการแยกตัวของผิวหนังอยู่ในตำแหน่งที่ลึก มักพบตุ่มพองมากที่ผิวหนังในตำแหน่งท้องส่วนล่าง แขนขาด้นใน ข้อพับหรือเยื่อบุต่างๆ เช่น ในปาก เป็นต้น โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง อาจแตกออกเป็นแผลถลอก ผิวหนังหลุดออก อาจมีตุ่มน้ำขึ้นเป็นๆหายๆในระยะเวลา 2-3 ปี และสามารถหายเป็นปกติได้

การรักษาโรคตุ่มน้ำพอง

การรักษา การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทา จะใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยทีมีตุ่มน้ำเฉพาะที่ ส่วนกรณีที่มีตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกายการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน หรือร่วมกับยากดภูมิต้านทานจะช่วยควบคุมโรคได้ โดยหากเปรียบเทียบกับโรคเพมฟิกัสแล้ว โรคเพมฟิกอยด์จะใช้อากดภูมิในขนาดที่น้อยกว่าและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าโรคเพมฟิกัส (Pemphigus) แต่โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังหลายเดือนหรือหลายปี หลังโรคสงบแล้วอาจเป็นซ้ำได้ กรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัว

  1. ทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลตุ่มน้ำพองให้ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ อาจใช้ยาทา เช่น ยาครีมฆ่าเชื้อ ไม่ควรเปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอก  ไม่แกะเกาะบริเวณตุ่มน้ำเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง  การทำความสะอาดช่องปากและฟัน ควรเลือกแปรงขนนุ่มทำความสะอาดลิ้นและฟัน หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรง ๆ เพื่อลดการเกิดแผลในช่องปาก  ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) อมกลั้ว บ้วนปากบ่อย ๆ หรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือยาฆ่าเชื้อในช่องปากที่เข้มข้น
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ การออกกำลังกายหนักๆ ไม่สวมเสื้อผ้าที่คับรัดแน่น หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด
  3. รับประทานอาหารที่สุก สะอาด กรณีที่ผู้ป่วยมีแผลในปาก ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารรสจัดโดยเฉพาะอาหารเผ็ดหรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
  6. ถ้ามีอาการที่บ่งถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

โรคในกลุ่มนี้มีความรุนแรงต่างกัน โรคกลุ่มนี้เป็นโรคเรื้อรังอาการของโรคอาจกำเริบและสงบสลับกันไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรมารับการตรวจรักษาโดยสม่ำเสมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งโดยเคร่งครัด

อ้างอิง :   1.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2.https://www.thairath.co.th/entertain/news/1608313                3.https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=32