10 ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย

ทราบหรือไม่ว่าวัยที่ล่วงเลยอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของความเสื่อมทางร่างกายหลายๆอย่าง นอกจากโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด แล้วยังมีปัญหาสุขภาพหรือกลุ่มอาการที่เป็นปัญหาเฉพาะหรือพบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือ Geriatric syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมถอยของร่างกายที่มาจากความชราภาพ ความหลากหลายโรคที่มารุมเร้า หรือแม้กระทั่งที่มาจากผลข้างเคียงจากยาต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ การดูแลตนเองของผู้สูงวัยถดถอยลง การทำความเข้าใจถึงปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย เพื่อเตรียมวางแผนป้องกันหรือดูแลผู้สูงวัยที่อยู่ใกล้ชิดเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้ามนะคะ

ปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน

การที่ผู้สูงอายุมีความสามารถในการรับเสียงแย่ลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หูอื้อ หรือหูตึงนั่นเอง และเนื่องจากเป็นภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว การมองเห็นและการได้ยินที่ลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ โรคเบาหวาน ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเหล่านี้

การได้ยินที่ลดลง จะรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันมาก คือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และเกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ควรฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องร่วมกับการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะเพื่อการแยกแยะเสียงที่ชัดเจนขึ้น เช่น ลดเสียงรบกวน และให้คู่สนทนาอยู่ตรงหน้า ไม่พูดเร็ว หรือพูดประโยคยาวเกินไป เพื่อผู้สูงวัยสามารถจับใจความได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของตัวผู้สูงวัยและของครอบครัวผู้ป่วยดีขึ้น

การมองเห็นที่ลดลง อาจมาจากความผิดปกติของตาที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็น ภาวะตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคเบาหวานที่มีผลต่อเส้นเลือดในจอประสาทตา ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาวะจิตใจ และการปรับตัวของผู้สูงวัย ซึ่งหากเราเข้าใจความต้องการทางจิตสังคมของผู้วัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ก็จะเอื้อให้ผู้สูงวัยปรับตัวรับกับภาวะบกพร่องทางการเห็น สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และไม่รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า

ในระยะแรกนั้นผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น อาจไม่พบอาการผิดปกติใดๆ หรือมีแต่ไม่ได้สังเกตเห็นเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การสังเกตความผิดปกติต่างๆ ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางกรณี ด้วยลักษณะของตัวโรคทำให้โรคตาหลายโรคไม่สามารถสังเกตความผิดปกติในระยะแรกได้และต้องได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดเท่านั้นจึงจะทราบ  ตรวจคัดกรองโรคตา เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบโรคในระยะต้นจะรักษาได้ดีกว่าการตรวจพบโรคในระยะที่เป็นขั้นรุนแรงแล้วเสมอ

ความผิดปกติในการรับประทานอาหาร และปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพฟัน ภาวะกลืนลำบาก ความอยากอาหารลดลง ผลข้างเคียงจากยาทำให้เบื่ออาหาร ภาวะซึมเศร้าหรือหลงลืมอาจทำให้ผู้สูงวัยไม่ดูแลโภชนาการตนเองได้ หรือ โรคเรื้อรังต่างๆ ที่ส่งผลต่อความอยากอาหาร เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น การติดเชื้อ ภาวะกระดูกพรุน ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย กล้ามเนื้อลีบลง และแขนขาอ่อนแรงได้การการดูแลผู้สูงวัย สามารถทำได้ดังนี้

  • จัดมื้ออาหารให้รับประทานร่วมกับผู้อื่น เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง
  • จัดเตรียมอาหารที่คำเล็ก ย่อยง่าย และมีความหลากหลาย
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แก้ไขได้ และขอคำแนะนำด้านโภชนาการผู้สูงวัย รวมทั้งทบทวนการใช้ยาของผู้สูงวัยที่อาจทำให้เบื่ออาหารได้
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟันเป็นประจำ

ภาวะกระดูกพรุน

โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและจะอยู่ในภาวะสมดุล แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกผิดปกติ เช่น ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน ส่งผลให้มีการทำลายกระดูกมากขึ้นและสร้างได้น้อยลง ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง กระดูกบาง เสียความแข็งแรง และกระดูกหักง่ายซึ่งภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะกระดูกจะติดช้า มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก อาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี อาการที่พบได้แก่ ปวดหลัง กระดูกหลังยุบตัว หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกเปราะและหักง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่เราสามารถทำได้ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆพร้อมกระดูกกุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น ปริมาณแคลเซี่ยมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย ซึ่งผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • หาเวลาออกมาสัมผัสแสงแดดบ้าง โดยเฉพาะแสงแดดตอนเช้าเพราะร่างกายจะสามารถสังเคราะห์วิตามินดีเองได้ใต้ชั้นผิวหนัง ผ่านการกระตุ้นจากรังสียูวีบี ซึ่งวิตามินดีจะมีหน้าที่หลักในการช่วยดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง และกระดูกพรุน และพบวิตามินดีมากในอาหารประเภทปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาซาร์ดีน ไข่ และนมที่มีการเติมวิตามินดี เป็นต้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้อีกด้วย โดยการเลือกวิธีการออกกำลังกายในท่าลงน้ำหนักที่เท้า เช่น เดิน วิ่ง การเต้นรำ หรือ กระโดดเชือก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ รวมถึงสารคาเฟอีน เนื่องจากมีส่วนทำลายกระดูก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว
  •  เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับเข้าตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อป้องกันการเสื่อมแต่เนิ่นๆ
  • หากต้องการรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย

รู้หรือไม่ว่า เมื่อคนเราอายุ 30 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงหรือฝ่อลง ซึ่งเป็นไปตามกลไกลของธรรมชาติ โดยกล้ามเนื้อจะลดลงตามอายุที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อ ร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี   ซึ่งหากมวลกล้ามเนื้อลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดแผลหายช้า อาจเกิดแผลกดทับ หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 30 เปอร์เซ็นต์จะส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่งด้วยตัวเองหรือพยุงตัวเองไม่ได้ และในระดับสุดท้ายคือ 40 เปอร์เซ็นต์จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งภาวะภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย หรือ Sarcopeniaนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric Syndrome) ที่พบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยทั่วไป แม้จะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่การเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆก็สามารถช่วยชลอการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยได้ โดยปฏิบัติดังนี้

  • การออกกำลังกาย เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือ Resistive Exercise ร่วมกับการออกกำลังชนิดที่ช่วยเพิ่มความทนทาน หรือ Aerobic Exercise เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและเอ็นควรมีการออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้มีการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อและช่วยให้ไขมันในกล้ามเนื้อลดลง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของบุคคล ซึ่งผู้สูงวัยที่จะเริ่มต้นการออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แน่ชัดว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจากโรคประจำตัวที่มีอยู่
  • การรับประทานอาหาร ผู้สูงวัยควรมีการเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ เนื้อปลา เนื้อวัว เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนยและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น โดยในแต่ละวันผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพิ่มเส้นใยของกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อน้อย
  • การรับประทานเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น creatine ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงเพิ่มพละกำลังและมวลน้ำในเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญในการช่วยให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตและมีขนาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งลดการสลายของมวลกล้ามเนื้อ วิตามินดี จะนำออกซิเจนจากเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ได้ดีขึ้นขณะออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าและอักเสบของกล้ามเนื้อ ช่วยให้สามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

ปัญหาการนอนไม่หลับ

ผู้สูงวัยมักมีคุณภาพการนอนที่ลดน้อยลง อาจหลับยากขึ้น ตื่นบ่อย หลับไม่ลึก และตื่นมาไม่สดชื่น นอกจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตามวัย การนอนไม่หลับในผู้สูงอายุอาจมีสาเหตุจากภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล อาการปวดต่างๆ หรือกรดไหลย้อน

อาการมึนงงเวียนศีรษะ

เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความดันโลหิตต่ำ ความผิดปกติของหูชั้นในที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว (น้ำในหูไม่สมดุล) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โลหิตจาง เป็นต้น

ภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่

ผู้สูงวัยอาจเกิดภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนหรืออ่อนล้า กระเพาะปัสสาวะอ่อนไหวเกินไป ความบกพร่องในการควบคุมการกลั้นการขับถ่ายจากสมองหรือเส้นประสาท เป็นต้น

ปัญหาในการทรงตัวและการหกล้ม

เป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกที่บางพรุนทำให้เกิดกระดูกหักง่าย อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนที่ตามมาจากการผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลนาน ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาการทรงตัวหรือหกล้มได้จากหลายปัจจัย เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรง โรคทางสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือเส้นเลือดสมองตีบ เป็นต้น

ภาวะสมองเสื่อม

การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากการฝ่อของเนื้อสมอง แต่สมองเสื่อมสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น เส้นเลือดสมองตีบ โรคพาร์กินสัน โรคต่อมไทรอยด์ การขาดวิตามินบี 12 เป็นต้น

ผลกระทบจากการใช้ยา

ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสจะมีผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า การกำจัดของเสียในร่างกายช้าลงมาก เนื่องจากการทำงานของไตและตับเสื่อมลง การตอบสนองต่อยาก็ต่างจากคนทั่วไป เช่นจะไวต่อการตระกูลฝิ่น และยาต้านการแข็งตัวของเลือดผู้ป่วยสูงอายุอาจมีภาวะผิดปกติหลายอย่าง จึงมีโอกาสได้รับยาหลายขนานทั้งที่แพทย์สั่งและซื้อกินเอง โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็นและอย่างเหมาะสมจึงจำเป็นมาก เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียข้างต้น