ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานนั้น สำคัญอย่างไร?

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน

เพราะก่อนแต่งงานต่างคนต่างเคยใช้ชีวิต ตามวิถีที่ตนเองพอใจมาโดยตลอด อีกทั้งความแตกต่างในชาติกำเนิด พันธุกรรม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของแต่ละครอบครัวหล่อหลอมให้เกิดอุปนิสัยส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งโรคประจำตัว และความผิดปกติอื่นๆ เมื่อต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อนแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะความแตกต่างเหล่านี้ แม้แต่เรื่องที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายครอบครัวต้องล่มสลายได้

“การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน” เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัว เพราะการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก คือความฝันของคู่รักหลายๆคู่ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในเรื่องสุขภาพของคู่สามีภรรยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการมีลูกอีกด้วย เพราะหากสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีความบกพร่องทางพันธุกรรม การหาแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับลูก หรือวางแผนการรักษา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันอันตรายจากโรคที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ได้

นอกจากนี้การการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ยังสามารถตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถึงระดับดีเอ็นเอหรือยีน ทำให้รู้ได้ว่าหญิงหรือชายที่เป็นคู่สมรสกันนั้นมียีนที่เป็นพาหะของโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่ หากพบก็จะได้ให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจแต่งงานหรือก่อนมีบุตร หรือหากพบว่าเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนก็จะได้ทำการฉีดวัคซีนก่อน เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ โรคหัดเยอรมัน เป็นต้น ส่วนในกรณีที่พบว่ามียีนผิดปกติที่ไม่สามารถป้องกันได้ หรือโอกาสที่ลูกจะเกิดมามีภาวะผิดปกติมีมาก แพทย์อาจจะแนะนำให้แต่งงานกันได้โดยไม่ต้องมีบุตร หรือหากตั้งครรภ์ก็จะได้ตรวจความสมบูรณ์ของบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อีกด้วย

การตรวจร่างกายโดยแพทย์

การตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยในการช่วยวินิจฉัยแยกโรค และประเมินภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยจะดำเนินการร่วมกับสอบถามประวัติอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแล้ว

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC) เป็นการคัดกรองหาความผิดปกติของเม็ดเลือด ซึ่งจะแสดงข้อมูลของเม็ดเลือดที่สำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เม็ดเลือดแดง (Red blood cell; RBC) เม็ดเลือดขาว (White blood cell;WBC) และเกล็ดเลือด (Platelet; PLT)
  • ตรวจความผิดปกติในปัสสาวะ (Urinalysis;UA) เป็นการตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะเพื่อดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี และตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะและประเมินความเสี่ยงในบางโรค
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) เป็นการเจาะหาระดับกลูโคสในเลือด ที่มาจากการรับประทานอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน หรือโปรตีน และส่วนหนึ่งที่มาจากการหลั่งจากน้ำตาลที่สะสมที่ตับ ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่า “อินซูลิน” เพื่อการค้นหาความเสี่ยงหรือการวินิจฉัยโรคเบาหวาน
  • ตรวจการทำงานของไต (BUN, Cr) เป็นการตรวจเพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
  • ตรวจกรดยูริก (Uric acid) เป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคเก๊าท์
  • ตรวจไขมันในเลือด (Lipid profile)
  • ตรวจการทำงานของตับ (LFT) เป็นการตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี
  • ตรวจธาลัสซีเมีย (DCIP) (Hb typing) เป็นการตรวจประเมินโรคหรือพาหะธาลัสซีเมียเนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกได้
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg) เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากพบว่ามีเชื้อแสดงว่าเป็นพาหะนำโรค ซึ่งสามารถติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์และสายเลือด ถ้าหากไม่มีการป้องกันที่ดีอาจทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อได้
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAb) เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันของร่างกายกับเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งมีโอกาสสูงที่ผู้ที่มีเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ และโรคตับแข็ง เป็นโรคที่สามารถติดต่อไปยังคู่สมรสและลูก สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน
  • ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส  (VDRL) เป็นการตรวจเพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์โรคหนึ่งซึ่งสามารถติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างการคลอดได้
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ เป็นการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ และสามารถติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถึงระดับดีเอ็นเอ ซึ่งทำให้สามารถตรวจพบถึงความผิดปกติของยีนส์ที่เป็นพาหะของโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานจะช่วยให้คู่รักได้รับคำปรึกษาก่อนตัดสินใจแต่งงานหรือมีบุตร ทั้งนี้ก็เพื่อการมีครอบครัวที่มีความสุขในอนาคต

10 ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพในวัยผู้ใหญ่

1.รับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย

เพื่อสุขภาพที่ดีเราต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันมากกว่า 40 ชนิด นั่นไม่ได้หมายความถึงอาหารในมื้อเดียวนะคะ เพราะแน่นอนเลยว่าเราไม่สามารถรับประทานอาหารให้ครบถ้วนได้ในมื้อเดียวและไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งหมดได้ ดังนั้นการเลือกอาหารที่หลากหลาย ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด เพื่อสร้างความสมดุลจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างเช่น หากอาหารมื้อกลางวันของเรานั้นเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ในมื้อเย็นอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หรือหลังจากรับประทานเนื้อสัตว์จำนวนมากในมื้อเย็น เราก็เลือกรับประทานเมนูจากปลาในมื้อถัดไป เป็นต้น

2.รับประทานอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

ประมาณครึ่งหนึ่งของแคลอรี่ในอาหารของเราควรมาจากอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเช่น ข้าว ธัญพืช พาสต้า มันฝรั่ง และขนมปัง ถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว ควรเพิ่มอย่างน้อยหนึ่งอย่างในทุกมื้อ อาหารโฮลเกรน เช่น ขนมปังโฮลเกรน และธัญพืชจะช่วยเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร

3.รักษาสมดุลในการรับประทานอาหารประเภทไขมันให้เหมาะสม

ไขมันเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย การรับประทานในปริมาณที่พอดีก็จะเกิดประโยชน์กับร่างกาย อย่างไรก็ตามหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เกิดโรคอ้วน หรือ มีปัญหาเรื่องไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ และไม่เพียงแต่ปริมาณไขมันที่ได้รับเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกาย เพราะชนิดของไขมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกรับประทานไขมันชนิดที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งแต่ละชนิดต่างมีผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป ชนิดไหนดี ชนิดไหนที่ควรเลี่ยง และสามารถพบไขมันเหล่านี้ได้ในอาหารประเภทใดบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ไขมันอิ่มตัว

กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) คือ ไขมันที่เป็นไขมันเต็มตัว เช่น ไขมันโคเลสเตอรอล ไขมันไตรกลีเซอไรด์ เมื่อบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก จะไปสะสมในเซลล์ไขมันทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ไขมันอิ่มตัวก็ยังมีความจำเป็นต่อร่างกาย เพียงแต่ต้องบริโภคในปริมาณที่จำกัด อาทิ ไขมันจากสัตว์ นม เนย ชีส ไข่แดง และจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

กรดไขมันไม่อิ่มตัว

กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) เป็นไขมันที่ได้จากพืช ยกเว้นจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ และน้ำมันปาล์ม ที่เป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว มีผลต่อโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันอิ่มตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ตำแหน่งเดียว พบได้ในพบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันงา น้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่างๆ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ควรทานในชีวิตประจำวัน

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง พบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่างๆ

แม้ในภาพรวม ไขมันอิ่มตัวจะอันตรายมากกว่าไขมันไม่อิ่มตัว แต่ร่างกายยังต้องการไขมันทั้งสองชนิด ดังนั้นควรเลือกทานไขมันทั้งอิ่มตัว และไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่พอเหมาะ ทานไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่าไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งสัดส่วนให้เราได้ทานไขมันในทุกๆ วัน วันละนิดวันละหน่อย เน้นถั่ว ปลาทะเล แล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ

เคล็ดลับ
      :จำกัดการบริโภคไขมันรวมและไขมันอิ่มตัวที่มักมาจากอาหารที่มาจากสัตว์ และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์โดยสิ้นเชิง การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์จะช่วยในการระบุแหล่งที่มาของอาหารได้
      :การกินปลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยมีปลามันอย่างน้อยหนึ่งมื้อจะช่วยให้เราได้รับไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม
      :การปรุงอาหาร ควรเลือกวิธีการต้ม นึ่ง หรืออบ แทนการทอด และเลือกเอาส่วนที่เป็นไขมันของเนื้อสัตว์ออก 

4. เพลิดเพลินกับการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย

ผักและผลไม้เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดในด้านการให้วิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารแก่ร่างกายของเราอย่างเพียงพอ จึงควรพยายามเลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 หน่วยบริโภค ตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้สด 1 แก้วในมื้อเช้า และอาจจะเป็นแอปเปิ้ลและแตงโมสักชิ้นเป็นของว่าง และตามด้วยผักหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันในอาหารแต่ละมื้อ

5. ลดการบริโภคเกลือและน้ำตาล

การบริโภคเกลือในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

เคล็ดลับ

: เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมต่ำ

: เลือกปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มรสชาติและความหลากหลายของอาหาร แทนการปรุงด้วยเกลือและน้ำตาล

: เลือกที่จะชิมรสชาติของอาหารก่อนการเติมเกลือหรือน้ำตาล หรืออาจจะไม่ให้มีเครื่องปรุงด้วยเกลือและน้ำตาลบนโต๊ะอาหาร

: แต่อย่างไรก็ตาม อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลนั้นอุดมไปด้วยพลังงานและควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเป็นครั้งคราว ซึ่งเราสามารถเลือกรับประทานผลไม้แทนได้

6.ควบคุมอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลายเป็นประจำและควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การงดมื้ออาหารบางมื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าอาจทำให้เกิดความหิวที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมักจะส่งผลให้กินมากเกินไปในมื้อถัดไปแบบที่ควบคุมไม่ได้ การเลือกทานอาหารว่างระหว่างมื้ออาหารสามารถช่วยลดความหิวได้ สำหรับของว่างเราสามารถเลือกเป็นพวกโยเกิร์ต ผลไม้ ผักสดหรือผลไม้อบแห้ง ถั่วไม่ใส่เกลือ เป็นต้น การใส่ใจกับสัดส่วนของอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยให้เราไม่บริโภคแคลอรี่มากเกินไปและจะช่วยให้เรากินอาหารทั้งหมดที่เราชอบได้โดยไม่ต้องจำกัดอะไรเลย

เคล็ดลับ

: การปรุงอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยให้ควบคุมปริมาณได้ ทำให้เราไม่กินมากเกินไป

: ขนาดเสิร์ฟที่เหมาะสม เช่น เนื้อ 100 กรัม ผลไม้ขนาดกลางหนึ่งชิ้น พาสต้าดิบครึ่งถ้วย เป็นต้น

: การใช้จานขนาดเล็กจะช่วยในการเสิร์ฟที่น้อยลง

: อาหารสำเร็จรูปที่มีค่าแคลอรี่บนบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยให้เราควบคุมสัดส่วนของอาหารได้

: การทานอาหารนอกบ้านเราสามารถแบ่งบางส่วนให้เพื่อนได้

7.ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน

ในวัยผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร หรือมากกว่านั้นถ้าอากาศร้อนมากหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก แน่นอนว่าน้ำสะอาดเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย และสามารถดื่มน้ำผลไม้ ชา น้ำอัดลม นมและเครื่องดื่มอื่นๆ สามารถใช้ได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะน้ำที่ผ่านการปรุงแต่งอาจมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น น้ำตาล อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เกินความจำเป็นได้

8. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับเราแต่ละคนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเช่น เพศ ส่วนสูง อายุ และกรรมพันธุ์ของแต่ละคน การมีน้ำหนักเกินจากโรคอ้วนจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ไขมันส่วนเกินในร่างกายมาจากการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการ แคลอรี่ส่วนเกินอาจมาจากอาหารไม่ว่าจะเป็นโปรตีนไขมันคาร์ โบไฮเดรต เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น


9. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทุกช่วงน้ำหนักและสภาวะสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายเราเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินออกไปได้ ส่งผลดีต่อระบบหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดรักษาหรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ช่วยให้เรามีสมาธิและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ครั้งละประมาณ 30 นาที ติดต่อกัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

เคล็ดลับ

: ใช้บันไดแทนลิฟต์ ไปเดินเล่นในช่วงพักกลางวัน (และยืดเส้นยืดสายในสำนักงานระหว่างวัน) หาเวลาทำกิจกรรมวันหยุดสุดสัปดาห์กับครอบครัว

10. เริ่มลงมือทำเลย!

การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในวิถีชีวิตของเรานั้นง่ายต่อการคงรักษามากกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เราสามารถจดบันทึกอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคตลอดทั้งวันและจดบันทึกปริมาณการเคลื่อนไหวที่เราทำ และระบุจุดที่เราสามารถปรับปรุงได้ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของเราให้เหมาะสมอย่างช้าๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน หรือหักโหมจนเกิรไป อาจส่งผลกระทบทำให้เรากลับไปสู่นิสัยเดิมๆได้

เคล็ดลับ

: เราสามารถเลือกตัวเลือก เช่นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำแทนกินในปริมาณที่น้อยลงได้ การใช้บันไดทุกวันแทนการขึ้นลิปอาจจะช่วยให้เรามีการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นในระยะเริ่มต้นได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ค่าดัชนีมวลกาย ( BMI ) น้ำหนักแค่ไหนถึงจะพอดี

8 วิธี ป้องกันการเกิดผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

ท้องแตกลายเป็นปัญหาหนักใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์น้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนก็จะมีการยืดขยายจนทำให้เส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนถูกยืดออก ส่งผลให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลายและทำงานผิดปกติไป ทำให้มีโอกาสเกิดเป็นรอยแตกบนผิวขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 การยืดขยายนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นปัญหาท้องแตกลายนี้จึงพบมากในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ นอกจากบริเวณหน้าท้องแล้ว ยังพบรอยแตกลายได้ที่ผิวหนังบริเวณต้นขา สะโพก หน้าอกและบั้นท้ายอีกด้วย

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตั้งครรภ์แล้วท้องจะแตกลายนะคะ เพราะภาวะนี้พบได้ 50-90% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมดค่ะ โดยใครจะท้องแตกลายหรือไม่นั้นขึ้นกับฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์และลักษณะผิวรวมถึงเส้นใยที่มีผลต่อความยืดหยุ่นของผิวของแต่ละคนด้วย โดยพบว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ จะมีโอกาสท้องแตกลายได้มากกว่า

สาเหตุการเกิดรอยผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

1.ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย

2.ท้องมีการขยายขนาดอย่างรวดเร็วจากภาวะลูกตัวโตกว่าปกติ ภาวะน้ำคร่ำเยอะ หรือตั้งครรภ์แฝด

3.น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์เยอะหรือน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วขณะตั้งครรภ์

4.มีประวัติครอบครัวที่ท้องแตกลายขณะตั้งครรภ์ เช่น รุ่นคุณแม่ เป็นต้น

คุณแม่ตั้งครรภ์ดูแลผิวอย่างไร ไม่ให้มีรอยผิวแตกลาย

การดูแลผิวพรรณเพื่อป้องกันการเกิดรอยผิวแตกลายระหว่างตั้งครรภ์นั้น ควรทำให้เร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์เราสามารถทำได้ เพื่อให้ผิวมีเวลาปรับตัวและสามารถรับมือกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของลูกน้อยในครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราเคล็ดลับการดูแลผิวเพื่อป้องกันการเกิดผิวแตกลายทั้งก่อนและหลังคลอดมาฝากคุณแม่ ดังนี้ค่ะ

1.ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่และวัน เพราะนอกจากน้ำจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างการดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้อให้กับผิวหนังเราอีกด้วย หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มจำพวกชาและกาแฟสำเร็จรูป

2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิว เช่น มะเขือเทศ แครอท ส้ม ถั่ว โยเกิร์ต เป็นต้น

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ทั้งยังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดความสมดุลอีกด้วย

4.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มอย่างรวดเร็วจนเกินไปควรเพิ่มประมาณ 2 กิโลกรัมเพื่อให้ผิวปรับสภาพให้ค่อยๆยืดขยายออก

5.ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวตั้งแต่เริ่มทราบว่ามีการตั้งครรภ์ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวควรเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น และทาต่อเนื่องหลังจากคลอดแล้ว 2-3 เดือน เพราะผิวต้องใช้เวลาในการหดตัวเพื่อกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนเวลาที่เหมาะสมในการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคือหลังการอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ

6.อาบน้ำอุณหภูมิห้องจะช่วยป้องกันการเกิดท้องลาย เพราะการอาบน้ำอุ่นที่อุ่นจัดจนเกินไป จะทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้นได้

7.ถ้าท้องโตมากควรนอนตะแคงและใช้หมอนรองรับน้ำหนักหน้าท้องเอาไว้ วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการดึงรั้งผิวหนังไปในทางเดียวกันจนเกินไป ช่วยให้การเกิดปัญหาผิวบริเวณท้องแตกลายให้ลดลงได้

8. หากมีอาการคันบริเวณผิวหนัง “ห้ามเกา”โดยเด็ดขาด เพราะการเกาจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวหนังให้มีรอยแตกมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผิวเป็นแผล เกิดการอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อตามมาอีกด้วย ถ้ารู้สึกคันควรใช้มือลูบแทน มากมีอาการคันมากจนทนไม่ไหว ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอยาที่ไม่เป็นอันตรายมารับประทานหรือทาแก้คัน

เมื่อได้ทราบถึงสาเหตุและวิธีป้องกันการเกิดปัญหาผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ก็สามารถเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากการตั้งครรภ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร้กังวลได้ตั้งแต่วันนี้กันเลยนะคะ

ส่วนคุณแม่ท่านใดที่มีเคล็ดลับดีๆ สามารถบอกเล่าเรื่องราวหรือร่วมแชร์ประสบการการดูแลผิวเพื่อป้องกันการเกิดรอยแตกลายจากการตั้งครรภ์เพื่อเป็นประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านอื่นได้ที่นี่เลยนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

9 วิธีลดปัญหาผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อป้องกันผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

“นมแม่” คุณค่าแท้จากธรรมชาติ

นมแม่

รู้หรือไม่ว่า”นมแม่”ถือเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดของทารก ทั้งในด้านขององค์ประกอบทางโภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะเด็กทารกแรกเกิดยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่จึงเปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับลูกเพราะมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมากที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย การได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทารกเติบโตได้สมบูรณ์แข็งแรง

น้ำนมจากคุณแม่ที่ผลิตขึ้นนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาหลังการคลอด ซึ่งจะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของร่างกายของลูกน้อยที่มีการเจริญเติบโตขึ้นในแต่ละช่วงวัย จากกระบวนการสร้างน้ำนมในร่างกายของคุณแม่นั้น เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้น นมแม่ที่ร่างกายของแม่ผลิตขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ค่ะ

ระยะที่ 1 หัวน้ำนม หรือโคลอสตรุ้ม (Colostrum) 

ในระยะที่ 1 นี้ ในน้ำนมของคุณแม่จะเป็นน้ำนมที่อุดมสมบูรณ์มาก และเต็มไปด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยเกลือแร่ วิตามิน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก รวมทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับขี้เทาของลูกได้ด้วย ซึ่งน้ำนมระยะนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงระยะ 1-3 วันแรกภายหลังการคลอดบุตรเท่านั้น บางคนอาจเรียกว่า”น้ำนมเหลือง” ตามลักษณะของน้ำนมที่จะมีสีเหลืองเนื่องจากมีแคโรทีนสูงนั่นเอง

และน้ำนมในระยะนี้จะมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง แต่มีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมากนัก มีปริมาณโพแทสเซียม และแคลเซียมที่ต่ำกว่านมที่ผลิตระยะหลัง จึงถือได้ว่าน้ำนมระยะนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายมากกว่าการเร่งการเจริญเติบโตของทารกค่ะ

ระยะที่ 2 น้ำนมปรับเปลี่ยน (Transitional milk)

ในระยะนี้จะเป็นระยะการเปลี่ยนจากหัวน้ำนมเป็นน้ำนมแม่ ในระยะนี้น้ำนมจะมีลักษณะขาวขึ้น  ซึ่งจะมีสารอาหารเพิ่มขึ้นทั้งไขมันและน้ำตาลที่มีปริมาณเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการของทารกเพิ่มมากขึ้น

น้ำนมระยะที่ 3 เรียกว่า ระยะน้ำนมแม่ (Mature milk)

ในระยะนี้น้ำนมของคุณแม่จะมีสีขาว ปริมาณน้ำนมที่ผลิตก็จะมีมากขึ้นด้วย น้ำนมจะประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ซึ่งได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแลคโตส

สารอาหารในน้ำนมแม่

โปรตีน

ส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำนมได้แก่ เคซีนชนิดเบต้า อัลฟาแลคตาบูมิน แลคโตเฟอริน (โปรตีนที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด) อิมมูโนโกลบูลิน A (IgA) (เพิ่มภูมิต้านทาน) ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย) และซีรัมอัลบูมิน พบว่าการรับประทานอาหารของแม่ไม่มีผลต่อปริมาณโปรตีนในน้ำนม

ไขมัน

ในน้ำนมประกอบด้วย ไขมันหลายชนิด ได้แก่ ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิดส์ โคเลสเตอรอล ไดกลีเซอไรด์ โมโนกลีเซอไรด์ กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัว (Long chain polyunsaturated fatty acids, LCPUFA) ได้แก่ DHA (docosahexaenoic acid) และ AA (Arachidonic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น ซึ่งไขมันในนมส่วนหลัง (Hind milk) อาจมีปริมาณมากกว่านมส่วนหน้า (Fore milk) มากถึง 3-5 เท่า

น้ำตาล

ชนิดที่พบในนมแม่คือ น้ำตาลแลคโตส พบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากจะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสสูงมากกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้นๆ (Human milk oligosaccharides, HMOs) ที่มีโมเลกุลของน้ำตาลประมาณ 3-32 โมเลกุล HMOs ของมนุษย์มีมากกว่า 200 ชนิดมากกว่าโอลิโกแซคคาไรด์ที่พบในนมวัวถึง 5 เท่า เป็นส่วนประกอบของน้ำนมที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากน้ำตาลแลคโตส และไขมัน HMOs ในนมแม่มีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามพบว่าทารกไม่สามารถย่อย HMOs ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว HMOs จึงเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะ ลำไส้เล็ก และถูกนำมาสะสมในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า HMOs ในนมแม่จัดเป็น พรีไบโอติก (Prebiotics) หรือแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเรียกว่าโพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายทารก แบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง ได้แก่ Bifidobacterium longum infantis แบคทีเรียนี้สามารถใช้ HMOs และสังเคราะห์กรดไขมันสายสั้นที่เป็นอาหารของเซลล์ทางเดินอาหารในทารก ทำให้เซลล์ทางเดินอาหารของทารกสร้างโปรตีนที่ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ

ที่มีในนมแม่ และสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น ถึงแม้ว่าปริมาณสารอาหารสำคัญในนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของทารก อย่างไรก็ตามปริมาณธาตุอาหารหลายชนิดในน้ำนมแม่อาจมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และร่างกายของแม่

นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายหลายชนิด สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารที่มีผลต่อกระบวนการ การทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ได้รับ ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในน้ำนมได้แก่ แอนติออกซิแดนท์ โกรทแฟคเตอร์ ที่เสริมสร้างการทำงานของระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนต่างๆ ที่ควบคุมการเจริญเติบโต และกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย รวมทั้งแฟคเตอร์ และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจก์ T-cells ลิมโฟไซต์ ไซโตคายน์ แอนติบอดีชนิดต่างๆ (IgA, IgG, IgM)

เอ็มเอฟจีเอ็ม(MFGM)

สารอาหารสมองที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบล่าสุดว่า เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้งดีเอชเอและเออาร์เอถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ เรียกว่า MFGM (Milk Fat Globule Membrane) ซึ่งนับเป็นสารอาหารสมองในประโยชน์ของนมแม่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) เพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาทเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง

ดีเอชเอ(DHA หรือ Docosahexaenoic Acid)

คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของไขมันในสมองและจอประสาทตา ซึ่งลูกจะได้รับโดยตรงจากนมแม่ ที่สำคัญ DHA ในน้ำนมแม่ยังเพิ่มขึ้นตามปริมาณอาหารที่คุณแม่รับประทานด้วย

ทอรีน (Taurine)

ทอรีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยบำรุงสมองและช่วยพัฒนาเรื่องการมองเห็นของลูกได้ดี

แลคโตเฟอร์ริน(Lactoferrin)

โปรตีนที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนในนมผสม ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ จับกับธาตุเหล็กในลำไส้ได้ ทำให้แบคทีเรียซึ่งต้องใช้โมเลกุลของธาตุเหล็กอิสระช่วยในการเจริญเติบโตไม่ สามารถเติบโตต่อได้ จึงช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ

ไลโซไซม์(Lysozyme)

เป็นเอนไซม์ที่มีในน้ำนมแม่มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่า มีฤทธิ์ย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย ทำให้เชื้อตาย แถมยังเติมลงในนมผงไม่ได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อนในขั้นตอนที่นำนมผงไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋องด้วย

เคล็ดลับการเลือกซื้อเสื้อผ้าทารก สำหรับคุณแม่มือใหม่

เพราะผิวของลูกน้อยบอบบาง ไวต่อการแพ้และมีอาการระคายเคืองได้ง่ายซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ คุณแม่จึงควรศึกษาก่อนซื้อเสื้อผ้าเด็กเล็กเพราะเมื่อลูกน้อยสบายใจและสบายตัว จะช่วยส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการที่ดีให้กับเขาได้ดังนั้นการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับทารกตัวน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เรามีรายละเอียดที่คุณแม่ควรใส่ใจในการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับทารกมาฝากกันค่ะ

เนื้อผ้า

สำหรับเสื้อผ้าเด็กอ่อน การเลือกเนื้อผ้าเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวทารกตลอดเวลา เนื้อผ้าที่หยาบกระด้างไม่อ่อนนุ่มอาจะส่งผลให้ผิวของทารกเกิดการระคายเคืองได้ โดยทั่วไปเส้นใยที่เหมาะจะนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน คือเส้นใยธรรมชาติเส้นใยที่นิยมนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก มีดังนี้

ผ้าป่าน  เป็นเนื้อผ้าที่ความโปร่งบาง ระบายอากาศได้ดี เหมาะเป็นชุดใส่สบายๆ อยู่บ้านสำหรับเด็กอ่อนและเด็กแรกเกิด ประเภทเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากเส้นใยป่านมากที่สุดก็จะเป็นชุดเด็กทารกแบบป้ายผูกหน้า หรือแบบผูกหลัง เป็นต้น ซึ่งเหมาะจะใส่ในช่วงหน้าร้อน 

ผ้าฝ้าย หรือที่มักเรียกว่า ผ้าคอตตอน คุณสมบัติเด่นก็คือ เป็นเนื้อผ้าเบา สวมใส่สบาย ระบายความร้อนและซึมซับเหงื่อได้ดีได้ดี มีความอ่อนนุ่ม และไม่ระคายเคืองต่อผิวทารก ซึ่งก็ถือเป็นเนื้อผ้าอีกประเภทที่นิยมทั้งเสื้อผ้าเด็กอ่อนสำหรับใส่อยู่บ้านและเสื้อผ้าแนวแฟชั่นสำหรับใส่ออกนอกบ้าน 

ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ (TC) เป็นผ้าฝ้ายที่ผสมใยสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางประการให้กับเนื้อผ้า เช่น ลดการยืดหรือหดของเนื้อผ้า หรือช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นต้นดังนั้นจึงมีราคาถูกกว่าผ้าทั้ง 2 ชนิดข้างต้น แต่มีข้อเสียคือเนื้อผ้าจะมีความห่างเป็นรูๆ เนื่องจากผ้าชนิดนี้ระบายความร้อนได้ไม่ดีนัก

ในช่วงฤดูร้อนคุณแม่ควรจะเลือกเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกบางเบา สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีและแห้งเร็ว เมื่อมีเหงื่อออกหรือน้ำนมหกเปื้อนจะไม่เกิดแบคทีเรียหรือกลิ่นอับชื้นที่อาจส่งผลให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย ควรเลือกเนื้อผ้าที่เป็นเส้นใยธรรมชาติ 100% ได้แก่เสื้อที่ทำจากเส้นใยป่านที่มีเนื้อผ้านุ่ม สบายต่อผิวลูกน้อย โปร่งบาง สวมใส่สบาย และระบายอากาศได้ดีส่วนผ้าใยฝ้ายหรือผ้าคอตตอน 100% ก็มีคุณสมบัติที่ไม่แตกต่างกันคือมีความอ่อนนุ่ม ระบายความร้อน ไม่ระเคืองต่อผิวทารก และทำความสะอาดง่าย

แบบของเสื้อผ้า

นอกจากการเลือกใช้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่มเป็นมิตรกับผิวของทารกน้อยแล้ว การให้เบบี๋ได้ใส่เสื้อผ้าอย่างสบาย โดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดถึง 3 เดือน ควรเลือกที่ใส่ง่าย และไม่ควรเลือกเสื้อที่สวมใส่ทางศรีษะ เพราะคอของทารกยังไม่แข็งแรง ดังนั้นชุดแบบป้ายผูกเชือกด้านหน้าจึงเป็นแบบที่เหมาะสมที่สุด เมื่อทารกเริ่มโตขึ้นแล้ว คุณแม่ก็สามารถเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย และสามารถเลือกเป็นเสื้อแขนสั้นหรือยาวให้ลูกน้อยใส่ตามโอกาสที่เหมาะสมได้ ส่วนในฤดูหนาวหรือหากลูกน้อยอยู่ในห้องปรับอากาศ ควรเลือกเสื้อผ้าที่หนานุ่มสบายผิวและให้ความรู้สึกอุ่นสบาย สำหรับลูกน้อยของคุณได้เลยค่ะ

เช็ดตาเด็กทารกอย่างไรให้ถูกวิธี

เพราะดวงตาของทารกเป็นส่วนที่บอบบางและติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะตอนที่มีเชื้อไวรัสแพร่ระบาด คุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการดูแลดวงตาของลูกน้อย รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปลอดภัย และมั่นใจได้ มาเป็นผู้ช่วยในการดูแลความสะอาดให้น้องมากเป็นพิเศษ เช่น สำลีก้อนสเตอไรส์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ (Medical grade sterilization) สำหรับเช็ดรอบดวงตาของเจ้าตัวเล็กโดยเฉพาะ น้ำเกลือที่สะอาดปราศจากเชื้อ เพื่อให้คุณแม่วางใจได้ว่าจะสามารถปกป้องเจ้าตัวเล็กจากเจ้าเชื้อโรคร้ายได้อย่างแน่นอน

วิธีเช็ดทำความสะอาดตาทารก

  • เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดรอบดวงตาให้พร้อม ประกอบด้วย สำลีสำลีก้อนสเตอไรส์ สำหรับเช็ดตา (Sterile Eye Cotton Balls) น้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือน้ำต้มสุกอุณหภูมิปกติ ผ้าห่อตัวทารก
  • ใช้ผ้าห่อตัวทารกบริเวณลำตัวและคลุมถึงส่วนคอทารก
  • ก่อนเช็ดตาให้ทารกควรตัดเล็บให้สั้น และล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำ หลังจากนั้นเช็ดมืให้แห้ง
  • ใช้สำลี 2 ก้อนแรก ชุบน้ำเกลือหรือน้ำต้มสุกที่เตรียมไว้ บีบให้พอหมาด
  • ใช้สำลีก้อนที่ 1 เช็ดจากหัวตาไปหางตา โดยเช็ดครั้งเดียวแล้วทิ้ง ห้ามเช็ดย้อนกลับเพราะอาจทำให้ตาติดเชื้อได้
  • ใช้สำลีก้อนที่ 2 เช็ดจากหัวตาไปหางตาอีกข้างในลักษณะเดียวกัน
  • หากยังไม่สะอาดให้ใช้สำลีก้อนใหม่เช็ดทำความสะอาดตาซ้ำอีกครั้ง

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีขี้ตามมากผิดปกติ ตาแฉะ น้ำตาไหล มักเกิดจากท่อน้ำตาอุดตันในทารกแรกเกิด การนวดตาบ่อยๆ จะช่วยลดความรุนแรงอาการได้ แต่หากเยื่อบุตาอักเสบ บวม หรือแดง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

12 เทคนิคช่วยให้นอนหลับง่ายๆโดยไม่ต้องพึ่งยา

การนอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับ (insomnia) เป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญและพบได้บ่อยในปัจจุบัน การนอนไม่หลับส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลทำให้เกิดผลเสียในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อาชีพและเศรษฐกิจ 

อาการนอนไม่หลับ หมายถึง การนอนหลับยากเมื่อเริ่มต้นเข้านอน ร่วมกับอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 1 อย่าง คือ การตื่นนอนกลางดึกแล้วหลับต่อยาก การตื่นเร็วกว่าปกติ หรือการตื่นนอนด้วยความรู้สึกที่ไม่สดชื่นหรือไม่เต็มอิ่ม นอกจากนี้สมาคมจิตแพทย์แห่งอเมริการะบุว่าการวินิจฉัยว่ามีปัญหาการนอนไม่หลับหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่าปัญหาการนอนไม่หลับนั้นส่งผลกระทบต่อด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและอาชีพของบุคคลร่วมด้วย 

เทคนิคช่วยให้นอนหลับได้ง่าย

10 ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย

ทราบหรือไม่ว่าวัยที่ล่วงเลยอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของความเสื่อมทางร่างกายหลายๆอย่าง นอกจากโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด แล้วยังมีปัญหาสุขภาพหรือกลุ่มอาการที่เป็นปัญหาเฉพาะหรือพบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือ Geriatric syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมถอยของร่างกายที่มาจากความชราภาพ ความหลากหลายโรคที่มารุมเร้า หรือแม้กระทั่งที่มาจากผลข้างเคียงจากยาต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ การดูแลตนเองของผู้สูงวัยถดถอยลง การทำความเข้าใจถึงปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย เพื่อเตรียมวางแผนป้องกันหรือดูแลผู้สูงวัยที่อยู่ใกล้ชิดเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้ามนะคะ

ปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน

การที่ผู้สูงอายุมีความสามารถในการรับเสียงแย่ลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หูอื้อ หรือหูตึงนั่นเอง และเนื่องจากเป็นภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว การมองเห็นและการได้ยินที่ลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ โรคเบาหวาน ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเหล่านี้

การได้ยินที่ลดลง จะรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันมาก คือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และเกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ควรฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องร่วมกับการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะเพื่อการแยกแยะเสียงที่ชัดเจนขึ้น เช่น ลดเสียงรบกวน และให้คู่สนทนาอยู่ตรงหน้า ไม่พูดเร็ว หรือพูดประโยคยาวเกินไป เพื่อผู้สูงวัยสามารถจับใจความได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของตัวผู้สูงวัยและของครอบครัวผู้ป่วยดีขึ้น

การมองเห็นที่ลดลง อาจมาจากความผิดปกติของตาที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็น ภาวะตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคเบาหวานที่มีผลต่อเส้นเลือดในจอประสาทตา ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาวะจิตใจ และการปรับตัวของผู้สูงวัย ซึ่งหากเราเข้าใจความต้องการทางจิตสังคมของผู้วัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ก็จะเอื้อให้ผู้สูงวัยปรับตัวรับกับภาวะบกพร่องทางการเห็น สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และไม่รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า

ในระยะแรกนั้นผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น อาจไม่พบอาการผิดปกติใดๆ หรือมีแต่ไม่ได้สังเกตเห็นเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การสังเกตความผิดปกติต่างๆ ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางกรณี ด้วยลักษณะของตัวโรคทำให้โรคตาหลายโรคไม่สามารถสังเกตความผิดปกติในระยะแรกได้และต้องได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดเท่านั้นจึงจะทราบ  ตรวจคัดกรองโรคตา เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบโรคในระยะต้นจะรักษาได้ดีกว่าการตรวจพบโรคในระยะที่เป็นขั้นรุนแรงแล้วเสมอ

ความผิดปกติในการรับประทานอาหาร และปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพฟัน ภาวะกลืนลำบาก ความอยากอาหารลดลง ผลข้างเคียงจากยาทำให้เบื่ออาหาร ภาวะซึมเศร้าหรือหลงลืมอาจทำให้ผู้สูงวัยไม่ดูแลโภชนาการตนเองได้ หรือ โรคเรื้อรังต่างๆ ที่ส่งผลต่อความอยากอาหาร เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น การติดเชื้อ ภาวะกระดูกพรุน ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย กล้ามเนื้อลีบลง และแขนขาอ่อนแรงได้การการดูแลผู้สูงวัย สามารถทำได้ดังนี้

  • จัดมื้ออาหารให้รับประทานร่วมกับผู้อื่น เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง
  • จัดเตรียมอาหารที่คำเล็ก ย่อยง่าย และมีความหลากหลาย
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แก้ไขได้ และขอคำแนะนำด้านโภชนาการผู้สูงวัย รวมทั้งทบทวนการใช้ยาของผู้สูงวัยที่อาจทำให้เบื่ออาหารได้
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟันเป็นประจำ

ภาวะกระดูกพรุน

โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและจะอยู่ในภาวะสมดุล แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกผิดปกติ เช่น ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน ส่งผลให้มีการทำลายกระดูกมากขึ้นและสร้างได้น้อยลง ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง กระดูกบาง เสียความแข็งแรง และกระดูกหักง่ายซึ่งภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะกระดูกจะติดช้า มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก อาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี อาการที่พบได้แก่ ปวดหลัง กระดูกหลังยุบตัว หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกเปราะและหักง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่เราสามารถทำได้ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆพร้อมกระดูกกุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น ปริมาณแคลเซี่ยมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย ซึ่งผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • หาเวลาออกมาสัมผัสแสงแดดบ้าง โดยเฉพาะแสงแดดตอนเช้าเพราะร่างกายจะสามารถสังเคราะห์วิตามินดีเองได้ใต้ชั้นผิวหนัง ผ่านการกระตุ้นจากรังสียูวีบี ซึ่งวิตามินดีจะมีหน้าที่หลักในการช่วยดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง และกระดูกพรุน และพบวิตามินดีมากในอาหารประเภทปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาซาร์ดีน ไข่ และนมที่มีการเติมวิตามินดี เป็นต้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้อีกด้วย โดยการเลือกวิธีการออกกำลังกายในท่าลงน้ำหนักที่เท้า เช่น เดิน วิ่ง การเต้นรำ หรือ กระโดดเชือก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ รวมถึงสารคาเฟอีน เนื่องจากมีส่วนทำลายกระดูก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว
  •  เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับเข้าตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อป้องกันการเสื่อมแต่เนิ่นๆ
  • หากต้องการรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย

รู้หรือไม่ว่า เมื่อคนเราอายุ 30 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงหรือฝ่อลง ซึ่งเป็นไปตามกลไกลของธรรมชาติ โดยกล้ามเนื้อจะลดลงตามอายุที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อ ร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี   ซึ่งหากมวลกล้ามเนื้อลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดแผลหายช้า อาจเกิดแผลกดทับ หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 30 เปอร์เซ็นต์จะส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่งด้วยตัวเองหรือพยุงตัวเองไม่ได้ และในระดับสุดท้ายคือ 40 เปอร์เซ็นต์จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งภาวะภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย หรือ Sarcopeniaนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric Syndrome) ที่พบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยทั่วไป แม้จะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่การเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆก็สามารถช่วยชลอการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยได้ โดยปฏิบัติดังนี้

  • การออกกำลังกาย เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือ Resistive Exercise ร่วมกับการออกกำลังชนิดที่ช่วยเพิ่มความทนทาน หรือ Aerobic Exercise เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและเอ็นควรมีการออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้มีการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อและช่วยให้ไขมันในกล้ามเนื้อลดลง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของบุคคล ซึ่งผู้สูงวัยที่จะเริ่มต้นการออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แน่ชัดว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจากโรคประจำตัวที่มีอยู่
  • การรับประทานอาหาร ผู้สูงวัยควรมีการเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ เนื้อปลา เนื้อวัว เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนยและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น โดยในแต่ละวันผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพิ่มเส้นใยของกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อน้อย
  • การรับประทานเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น creatine ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงเพิ่มพละกำลังและมวลน้ำในเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญในการช่วยให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตและมีขนาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งลดการสลายของมวลกล้ามเนื้อ วิตามินดี จะนำออกซิเจนจากเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ได้ดีขึ้นขณะออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าและอักเสบของกล้ามเนื้อ ช่วยให้สามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

ปัญหาการนอนไม่หลับ

ผู้สูงวัยมักมีคุณภาพการนอนที่ลดน้อยลง อาจหลับยากขึ้น ตื่นบ่อย หลับไม่ลึก และตื่นมาไม่สดชื่น นอกจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตามวัย การนอนไม่หลับในผู้สูงอายุอาจมีสาเหตุจากภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล อาการปวดต่างๆ หรือกรดไหลย้อน

อาการมึนงงเวียนศีรษะ

เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความดันโลหิตต่ำ ความผิดปกติของหูชั้นในที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว (น้ำในหูไม่สมดุล) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โลหิตจาง เป็นต้น

ภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่

ผู้สูงวัยอาจเกิดภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนหรืออ่อนล้า กระเพาะปัสสาวะอ่อนไหวเกินไป ความบกพร่องในการควบคุมการกลั้นการขับถ่ายจากสมองหรือเส้นประสาท เป็นต้น

ปัญหาในการทรงตัวและการหกล้ม

เป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกที่บางพรุนทำให้เกิดกระดูกหักง่าย อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนที่ตามมาจากการผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลนาน ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาการทรงตัวหรือหกล้มได้จากหลายปัจจัย เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรง โรคทางสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือเส้นเลือดสมองตีบ เป็นต้น

ภาวะสมองเสื่อม

การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากการฝ่อของเนื้อสมอง แต่สมองเสื่อมสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น เส้นเลือดสมองตีบ โรคพาร์กินสัน โรคต่อมไทรอยด์ การขาดวิตามินบี 12 เป็นต้น

ผลกระทบจากการใช้ยา

ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสจะมีผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า การกำจัดของเสียในร่างกายช้าลงมาก เนื่องจากการทำงานของไตและตับเสื่อมลง การตอบสนองต่อยาก็ต่างจากคนทั่วไป เช่นจะไวต่อการตระกูลฝิ่น และยาต้านการแข็งตัวของเลือดผู้ป่วยสูงอายุอาจมีภาวะผิดปกติหลายอย่าง จึงมีโอกาสได้รับยาหลายขนานทั้งที่แพทย์สั่งและซื้อกินเอง โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็นและอย่างเหมาะสมจึงจำเป็นมาก เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียข้างต้น

หน้ากากอนามัย…เลือกใช้ยังไงให้เหมาะสม

การเลือกใช้หน้ากากอนามัย

จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งในเรื่องของการระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 หรือ COVID-19 และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้เราหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการเลือกสวมใส่หน้ากากในการป้องกันร่างกายเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพตัวเราเองกันมากขึ้น แต่เนื่องจากตามท้องตลาดมีหน้ากากอนามัยหลากหลายชนิดให้เราเลือก หลายคนจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วเราจะต้องเลือกใช้หน้ากากแบบไหนดีหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เพื่อป้องกันเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือ ฝุ่นละออง PM 2.5 และแต่ละแบบจะสามารถป้องกันได้ขนาดไหน วันนี้เรามีคำตอบเพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกใช้หน้ากากได้ตรงตามความต้องการกันค่ะ

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์  

หน้ากากมาตรฐานจากอเมริกา

รับรองโดย NIOSH ย่อมาจาก National Institute for Occupational Safety and Health  โดยแบ่งหน้ากากตามชนิดของอนุภาค เป็น 3 ชนิด คือ

N  หมายถึง หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่นที่ไม่มีไอน้ำมัน

R หมายถึง หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่นที่มีไอน้ำมัน

P หมายถึง หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่นที่มีและไม่มีไอน้ำมัน

และแบ่งประเภทเพิ่มตามประสิทธิภาพการทดสอบกับฝุ่นอนุภาค 0.3 ไมครอน 3 ประเภท ดังนี้ 95% 99% 99.97%และอาจแสดงร่วมกับรหัสมาตรฐานการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของของเหลว ASTM F1862 รับรองโดย NIOSH

หน้ากากมาตรฐานจากจีน

รับบรองโดย รับรองโดย NMPA ย่อมาจาก National Medical Products Administration หรือ CFDA ย่อมาจาก China Food and Drug Administration ซึ่งทางการจีนประกาศให้มีผลบังคับเปลี่ยนจาก CFDA เป็น NMPA เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า ทั้งสองคือตัวเดียวกันนั่นเอง โดยแบ่งหน้ากากตามชนิดของอนุภาค เป็น 2 ชนิด คือ

KN  หมายถึง หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่นที่ไม่มีไอน้ำมัน

KP หมายถึง หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่นที่มีและไม่มีไอน้ำมัน

และแบ่งประเภทเพิ่มตามประสิทธิภาพการทดสอบกับฝุ่นอนุภาค 0.3 ไมครอน 3 ประเภท ดังนี้ 90% 95% 99.97% และอาจแสดงร่วมกับรหัสมาตรฐานการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของของเหลว YY/T 0691-2008 นั่นเอง

หน้ากากมาตรฐานสหภาพยุโรป

FFP2, FFP3 และอาจแสดงร่วมกับรหัสมาตรฐานการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของของเหลว EN 14683, ISO 22609 รับรองโดย EU Notified Bodies

หน้ากากมาตรฐานออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

N95/P2 และอาจแสดงร่วมกับรหัสมาตรฐานการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของของเหลว AS4381 รับรองโดย TGA

ข้อดี ประสิทธิภาพการป้องกันสูง                                                                                          ข้อเสีย อึดอัด หายใจลำบากเวลาสวมใส่ ราคาค่อนข้างแพง

การเลือกซื้อหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

ประเภทหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่เราคุ้นเคยและมีขายในท้องตลาดที่หาซื้อได้ก็คือ หน้ากาก N95  ที่ผลิตจากโพลีโพรพีลีน (Polypropylene) มีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคขนาดเล็ก สามารถกรองฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.3 ไมครอนได้ ทำให้ป้องกันฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยป้องกันได้ 95% ขึ้นไป ซึ่งจะมีการออกแบบที่ทำให้สามารถปกคลุมได้อย่างมิดชิด จึงสามารถป้องกันเชื้อโรค ฝุ่นละออง สิ่งปนเปื้อนขนาดเล็ก ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ โดยตัวสินค้าต้องระบุ ดังนี้

1.1 ชื่อหน้ากาก N95 ทางการแพทย์, Surgical N95, N95 respirator, Medical respirator, Surgical respirator, Healthcare respirator, Medical protective respirator

1.2 ประเภทและมาตรฐานของหน้ากาก N95 และหน่วยงานที่ให้การรับรอง/อนุญาต ตามแหล่งที่มา ข้างต้น

หน้ากากอนามัย

หน้ากากอนามัย ผลิตขึ้นจากผ้าหรือพอลิโพรไพลีนซึ่งเป็นพลาสติกที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ โดยหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพจะต้องมีชั้นกรองอย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อช่วยในการป้องกันเชื้อโรค มลพิษ หรือของเหลวจากภายนอก และยังช่วยดูดซับสารคัดหลั่งหรือความชื้นที่มาจากผู้สวมใส่ ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายสู่คนอื่น สรุปแล้วก็คือช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเป็นวิธีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสจากคนสู่คนได้ถึง 99% ส่วนวิธีการใส่นั้นก็สำคัญ เราควรใส่โดยการนำด้านสีเขียวออกด้านหน้า เพื่อกันสารคัดหลั่งจากคนอื่นเข้ามาสู่ตัวเรา นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันฝุ่นและเกสรดอกไม้ ได้ขนาดเล็กสุดถึง 3 ไมครอน และสามารถกันได้ถึง 66.37%

หน้ากากคาร์บอน

หน้ากากคาร์บอน คุณสมบัติไม่ต่างจากหน้ากากทางการแพทย์ แต่จะมีความพิเศษมากขึ้นมาเพราะมีชั้น Carbon ที่สามารถกรองกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป มีความหนาเส้นใยสังเคราะห์ถึง 4 ชั้น สามารถกรองเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 95% กรองฝุ่นละอองขนาด 3 ไมครอน สามารถกันได้ถึง 66.37%

หน้ากากฟองน้ำ

หน้ากากแบบฟองน้ำ ผลิตจากโพลียูรีเทนคาร์บอนสำหรับกรองอากาศโดยเฉพาะ สามารถซักทำความสะอาดได้ แห้งเร็ว พับเก็บไม่ยับสามารถคืนรูปเดิมได้ไม่เสียทรง ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันสามารถกันฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและเกสรดอกไม้ได้

หน้ากากผ้า

หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้านั้น ก็แทบไม่แตกต่างจากแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้นเลย เพราะหลาย ๆ คนคงเคยเลือกใช้ โดยการใช้งานจะเน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยกระดาษแต่ความพิเศษของหน้ากากอนามัยแบบผ้าฝ้ายคือ สามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากจะประหยัดจากการนำกลับมาใช้งานซ้ำ ๆ ได้แล้ว ยังเป็นการลดขยะไปในตัวด้วย

หน้ากากกันฝุ่น หน้ากากกันฝุ่นมีการออกแบบให้มีลายสวยงามน่ารัก มี 2 แบบ

แบบแรกผลิตจากผ้าฝ้าย ใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอ/จามได้ แต่ไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้

แบบที่สองผลิตจากใยสังเคราะห์ ซ้อนทบชั้นกัน โดยรวมแล้วคุณสมบัติของหน้ากากชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่น ป้องกันเชื้อโรคจำพวกเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้

วิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัย

1.ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ เช็ดให้แห้งก่อนการสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง

2.ใส่หน้ากากอนามัยโดยให้สีเข้มอยู่ด้านนอก

3.กดขอบลวดด้านบนให้พอดีกับสันจมูก

4.ดึงขอบด้านล่างให้คลุมถึงปลายคาง

5.หน้ากากอนามัยใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในถังขยะฝาปิด ไม่นำกลับมาใช้ใหม่

6.กรณีที่เป็นหน้ากากผ้า ซักให้สะอาด ตากให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

แต่ในกรณีคนทั่วไปที่ไม่ได้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางระบบทางเดินหายใจ หรืออาจจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยง เช่น การอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆที่อาจจะทำให้มีโอกาสต่อการได้รับฝุ่นPM 2.5 หรือการอยู่ในสถานที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น สนามบิน อาจไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากก็ได้

Social Distance ระยะห่างทางสังคม หยุดวงจรการระบาด COVID-19

Social Distancing

ในเวลานี้ Social Distancing กลายเป็นคำคุ้นหูที่กล่าวถึงกันมากในสังคมปัจจุบัน เป็นมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งหมายถึงการรักษาระห่างระทางสังคม โดยการทิ้งระยะห่างจากคนอื่น 1-2 เมตรและหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ลดจำนวนครั้งของการสัมผัสใกล้ชิดกัน งดกิจกรรมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นไม่ไปเรียนหรือไปทำงาน ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะหรือแท๊กซี่ ไม่ไปพบปะสังสรรค์ เข้าสังคม ทำกิจกรรม หรือไปที่คนพลุกพล่าน ไม่ไปช๊อปปิ้งซื้อของ ไม่ออกเที่ยว เน้นอยู่บ้านให้มากที่สุด เป็นต้น ซึ่งมาตรการนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาอนามัยส่วนบุคคลที่ดี

จากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ซึ่งรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ปรับพฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวกลับส่งผลให้เกิดการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดของคนเป็นจำนวนมาก และนั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังครอบครัวและผู้คนในชุมชนได้ เฝ้าระวังอาการตัวเองอยู่กับบ้านถือเป็นการตัดสินใจเชิงจริยธรรมเพราะเราก็คงไม่อยากเอาเชื้อไปติดคนอื่น เพื่อปกป้องตนเองและเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นะคะ

อนามัยส่วนบุคคล ปฏิบัติตัวอย่างไร ให้ห่างไกลจาก COVID-19

1.ดูแลอนามัยส่วนบุคคลด้วยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ อย่างถูกวิธี เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือถูมือด้วยแอลกอฮอร์เจล ให้ทั่วมือ

2.ใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากเวลาไอจาม หรือใช้ต้นแขนด้านในปิดปากและจมูกเวลาไอจามกรณีไม่มีกระดาษทิชชู

3.ห้ามใช้มือสัมผัสหน้า โดยเฉพาะการขยี้ตาม แคะจมูก จับบริเวณปาก ซ่องเป็นช่องทางการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

4.สาวหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องเข้าสู่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก

5.เว้นระยะห่างจากคนอื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร ลีกเลี่ยงการรับเชื้อจากการไอจาม และสัมผัสจากบุคคลอื่น เพื่อความปลอดภัย

6.หยุดอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือการรับเชื้อจากบุคคลอื่น

Home Quarantine “เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ปฏิบัติตัวอย่างไร”

สำหรับคนที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด หรือพื้นที่เสี่ยงที่มีรายงานการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง หากมีไข้ให้งดการเดินทางไว้ก่อนและเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที และสำหรับคนที่เดินทางกลับต่างจังหวัด หรือพื้นที่เสี่ยง เมื่อเดินทางถึงภูมิลำเนาแล้ว ให้เฝ้าระวังอาการตัวเองอยู่กับบ้าน เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หรือที่เรียกว่า กักกันโรค ( Quarantine ) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากคนที่โดยการปฏิบัติตนดังนี้

1.วัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน หากพบว่าอุณหภูมิมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย หายใจลำบากให้ไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งที่หมายเลข 1422

ล้างมือ

2. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หากไม่มีน้ำและสบู่ ให้ลูบมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

3. ปิดปากปิดจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ จาม หรือหากกระทันหันไม่มีกระดาษทิชชู่ ให้ปิดปากและจมูกด้วยต้นแขนด้านในเวลาไอจามเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในอากาศ

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ และ หญิงตั้งครรภ์ ควรอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 1 – 2 เมตร หรือ 1 – 2 ช่วงแขน หรือใช้เวลาพบปะผู้อื่นให้สั้นที่สุด

5. แยกห้องนอน ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว โทรศัพท์ รวมทั้งให้แยกทำความสะอาดด้วย

6. แยกการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานร่วมกับคนในครอบครัว โดยการจัดให้อาหารและมีน้ำดื่ม  แยกเฉพาะ แยกอุปกรณ์การรับประทานอาหาร เช่น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ เป็นต้น

แยกภาชนะ

7.เก็บล้างภาชนะ ด้วยน้ำยาล้างจานให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง และจัดเก็บแยกจากบุคคลอื่นในครอบครัวอย่างชัดเจน

8. ให้แยกขยะเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก ภาชนะใส่อาหารแบบใช้ครั้งเดียว เป็นต้น และแยกขยะที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ซึ่งในแต่ละวันให้เก็บรวบรวมและทำลายเชื้อโดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น และทำลายเชื้อโดยราดด้วยน้ำยาฟอกขาว แล้วมัดปากถุงให้แน่น นำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป  

9. แยกการใช้ห้องส้วมกับคนในครอบครัว  หากแยกไม่ได้ ควรใช้ห้องส้วมเป็นคนสุดท้าย และให้ทำความสะอาดทันทีหลังใช้ส้วม ให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกดชักโครกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

10. ทำความสะอาดพื้นผิวบริเวณห้องพักด้วยน้ำยาซักผ้าขาว 100 มิลลิลิตร หรือผงโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ 5 กรัมผสมน้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากัน ทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

11. งดกิจกรรมนอกบ้าน งดการสังสรรค์ งดไปในที่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานบวช งานแต่ง หรืองานกิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

12. งดใช้ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนแออัดกันเป็นจำนวนมาก และในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ราวจับ เช่นในรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครมีเชื้อไวรัสอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนมีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ หรือที่เรียกว่าพาหะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางของการแพร่กระจายเชื้อได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านก็จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองในขณะนี้

สวมหน้ากากอนามัย

13. ใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้ง หากมีความจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องพบปะผู้อื่น ซึ่งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทันที

14. ติดตามสถานการณ์ข่าวสารการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

เพียงแค่เราคอยป้องกันตัวเอง และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ก็จะสามารถช่วยให้ตัวเราเอง คนที่เรารักและคนในสังคมปลอดภัย ลดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19ได้แล้วคะ