โรคตุ่มน้ำพอง เพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid)

จากกรณีที่นักแสดงชื่อดังของไทย ป่วยด้วยอาการผิวหนังมีตุ่มน้ำ ล่าสุดทางโรงพยาบาลแถลง เป็นโรคตุ่มน้ำพอง วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักโรคนี้เพื่อความเข้าใจและร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคนี้กันนะคะ

โรคตุ่มน้ำพองหรือโรคเพมฟิกอยด์ ( Bullous pemphigoid) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อย แต่ไม่ใช่โรคหายาก ในรอบ 5 ปี กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง จำนวน 1,371 ราย  โรคตุ่มน้ำพองมักพบในผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีอาการคล้ายคลึงกับโรคแพมฟิกัส  ซึ่งโรคตุ่มน้ำพองไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดจากภูมิเพี้ยน เนื่องจากร่างกายจากที่เคยมีภูมิต้านทานคอยป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ  แต่บางครั้งภูมิเกิดเพี้ยนกลับมาทำอันตรายกับร่างกายตัวเองจนเกิดเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง 

สาเหตุโรคตุ่มน้ำพอง

สาเหตุ เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดการสร้างสารโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินไปทำลายการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกตัวของผิวหนัง ในชั้นหนังกำพร้า หรือบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้ 

อาการโรคตุ่มน้ำพอง

อาการ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดง คัน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆกัน ตุ่มพองจะเต่งตึง แตกได้ยาก เนื่องจากการแยกตัวของผิวหนังอยู่ในตำแหน่งที่ลึก มักพบตุ่มพองมากที่ผิวหนังในตำแหน่งท้องส่วนล่าง แขนขาด้นใน ข้อพับหรือเยื่อบุต่างๆ เช่น ในปาก เป็นต้น โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง อาจแตกออกเป็นแผลถลอก ผิวหนังหลุดออก อาจมีตุ่มน้ำขึ้นเป็นๆหายๆในระยะเวลา 2-3 ปี และสามารถหายเป็นปกติได้

การรักษาโรคตุ่มน้ำพอง

การรักษา การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทา จะใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยทีมีตุ่มน้ำเฉพาะที่ ส่วนกรณีที่มีตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกายการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน หรือร่วมกับยากดภูมิต้านทานจะช่วยควบคุมโรคได้ โดยหากเปรียบเทียบกับโรคเพมฟิกัสแล้ว โรคเพมฟิกอยด์จะใช้อากดภูมิในขนาดที่น้อยกว่าและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าโรคเพมฟิกัส (Pemphigus) แต่โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังหลายเดือนหรือหลายปี หลังโรคสงบแล้วอาจเป็นซ้ำได้ กรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัว

  1. ทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลตุ่มน้ำพองให้ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ อาจใช้ยาทา เช่น ยาครีมฆ่าเชื้อ ไม่ควรเปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอก  ไม่แกะเกาะบริเวณตุ่มน้ำเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง  การทำความสะอาดช่องปากและฟัน ควรเลือกแปรงขนนุ่มทำความสะอาดลิ้นและฟัน หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรง ๆ เพื่อลดการเกิดแผลในช่องปาก  ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) อมกลั้ว บ้วนปากบ่อย ๆ หรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือยาฆ่าเชื้อในช่องปากที่เข้มข้น
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ การออกกำลังกายหนักๆ ไม่สวมเสื้อผ้าที่คับรัดแน่น หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด
  3. รับประทานอาหารที่สุก สะอาด กรณีที่ผู้ป่วยมีแผลในปาก ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารรสจัดโดยเฉพาะอาหารเผ็ดหรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
  6. ถ้ามีอาการที่บ่งถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

โรคในกลุ่มนี้มีความรุนแรงต่างกัน โรคกลุ่มนี้เป็นโรคเรื้อรังอาการของโรคอาจกำเริบและสงบสลับกันไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรมารับการตรวจรักษาโดยสม่ำเสมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งโดยเคร่งครัด

อ้างอิง :   1.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2.https://www.thairath.co.th/entertain/news/1608313                3.https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=32

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้ำหนักแค่ไหนถึงจะพอดี

พอมองดูตัวเองในกระจกแล้วหลายๆคนคงจะมีความกังวลและสงสัยเกี่ยวกับรูปร่างและน้ำหนักของตัวเอง นำหนักตัวแค่ไหนถึงจะพอดี แค่ไหนคืออ้วน/ผอม แล้วอะไรถึงจะบอกไดว่าพอดี วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการคำนวณดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index หรือ BMI ซึ่งจะใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนหรือผอมแบบง่ายๆ ใช้ในการคำนวณดัชนีมวลกายผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

น้ำหนักแค่ไหนคือพอดี

สูตรคำนวณหาดัชนีมวลกาย หรือ BMI

ก่อนอื่นเราต้องทำการชั่งน้ำหนักตัว และวัดส่วนสูงกันก่อน เพราะเราจะทำการคำณวนโดยการใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งสูตรการคำนวณนี้ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เลยนะคะ

สูตรคำนวณหาดัชนีมวลกายดัชนีมวลกาย BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) /ส่วนสูง (เมตร)2

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 54 กิโลกรัม และสูง 158 ซม.
BMI = 54 / (1.58 x 1.58)    = 21.68

การแปลผล BMI

เกณฑ์ดัชนีมวลกายของคนเอเชีย BMI ภาวะน้ำหนักตัว น้อยกว่า 18.5 น้ำหนักตำกว่าเกณฑ์ 18.5 – 22.9 สมส่วน 23.0 – 24.9 น้ำหนักเกิน 25.0 – 29.9 โรคอ้วน มากกว่า 30 โรคอ้วนอันตราย

สำหรับตารางดัชนีมวลกายนี้สาเหตุที่จำเป็นต้องแยกระหว่างชาวอเมริกัน ยุโรป แอฟริกันและชาวเอเชีย เนื่องจากคนเอเชียจะมีรูปร่างสรีระที่เล็กกว่าชาวอเมริกัน ยุโรปและแอฟริกันมากจึงจำเป็นต้องปรับช่วงของดัชนีมวลกาย ให้ตรงกับโครงสร้างร่างกายของคนเอเชียเพื่อความ ถูกต้อง จากข้อมูลดัชนีมวลกายองค์การอนามัยโลกทำการศึกษาพบว่าคนเอเชียที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 เป็นต้นไป  จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นหรือแปลได้ว่าถ้าคุณน้ำหนักเกินก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

จากตัวอย่างข้างต้น BMI 21.63  สำหรับคนไทย (ชาวเอเชีย)  ก็จะอยู่ในช่วงของ 18.5 – 22.9  ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มสมส่วน การดูแลร่างกายในกลุ่มนี้ควรเป็นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดื่มน้ำวันละ 6- 8 แก้ว และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

อ้างอิง : โรงพยาบาลบางปะกอก๙

มารู้จัก “ยุงลาย” ตัวร้ายนำไข้เลือดออก

ยุงลาย หรือ Aedes

ยุงลาย หรือ Aedes  เดิมพบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน แต่ปัจจุบันพบได้ทุกทวีปยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา  ยุงในสกุลนี้มีกว่า 700 สปีชีส์สองสปีชีส์ที่โดดเด่นที่สุดที่ส่งผ่านไวรัส คือ Aedes aegypti และ Aedes albopictus  ยุงลายบางสปีชีส์ส่งผ่านโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็น ไข้เลือดออก ไข้เหลือง  ไข้ไนล์ตะวันตก ชิคุนกุนยา สมองอักเสบม้าตะวันออก รวมไปถึงเป็นพาหะของไข้ซิกาอีกด้วย การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้มักจะมีอาการไข้สูง อาจมีสมองอักเสบในบางกรณี และอาจจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ซึ่งยุงลายนั้นเป็นยุงที่ชอบออกหากินในเวลากลางวัน เริ่มตั้งแต่ช่วงสายจนถึงเย็น แต่บางครั้งก็อาจพบยุงลายในเวลาพลบค่ำด้วย ยุงลายมีสีดําสลับขาว  ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีขังน้ำต่างๆ ที่อยู่ในบ้านเรือนและบริเวณรอบๆ บ้าน หลังจากวางไข่แล้ว ประมาณ 2 วัน ยุงลายจะฟักตัวออกเป็นตัวอ่อนที่เรียกกันว่า “ลูกน้ำ” ลูกน้ำยุงลาย เคลื่อนไหวรวดเร็ว กินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในน้ำ  เช่น ตะไคร่น้ำ ตลอดจนเศษอาหารต่างๆ ที่หล่นลงไปในน้ำ

ระยะที่เป็นลูกน้ำ ใช้เวลาประมาณ 6 – 8 วัน แล้วจะลอกคราบกลายเป็นตัวกลางวัย ที่เรียกว่า“ตัวโม่ง” ซึ่งเป็นระยะที่ไม่กินอาหาร และมีการเคลื่อนไหวช้าลง ประมาณ 1 – 2 วัน ตัวโม่งจะลอกคราบกลายเป็นตัวยุงลาย ยุงลายตัวเมียนั้นจะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวและสามารถวางไข่ได้ตลอดชีวิต ส่วนอาหารของยุงลายคือน้ำหวานจากดอกไม้หรือผลไม้ แต่เฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่กินเลือด เพื่อนําโปรตีนในเลือดไปพัฒนาไข่ในท้อง หลังจากกินเลือด 2 – 3 วัน ยุงลายตัวเมียก็จะหาที่วางไข่ระยะเวลาจากไข่ ไปเป็นยุงลาย ใช้เวลา 7 – 10 วัน

ยุงลาย เพศเมีย อายุขัย 1 – 2 เดือน เพศผู้ อายุขัย 7 – 10 วัน ยุงลายไข่ครั้งละ 50 – 150 ฟอง 4 – 5 ครั้ง ยุงลาย 1 ตัว จะผลิตยุงรุ่นลูกได้ราว 500 ตัว

วิธีกำจัดยุงลาย

การกําจัดยุงลายนั้น สามารถทําได้หลายวิธี เช่น

1.ใช้น้ำผสมผงซักฟอก, น้ำยาล้างจาน, แชมพูหรือสบู่เหลว ในอัตราส่วน 1:4 ส่วน ใส่ในขวดสเปรย์ที่ใช้ฉีดให้ถูกตัวยุง ในบริเวณที่ยุงชอบเกาะพัก เช่น มุมบ้าน มุ้งลวด ผนังหรือเสื้อผ้าที่แขวนไว้

2.โดยกับดักไฟฟ้า แสงไฟจะล่อให้ยุงบินมาสู่กับดักแล้วก็จะถูกกระแสไฟฟ้าซ็อตตายไป

3.โดยใช้อุปกรณ์กําจัดยุงแบบใช้ถ่านไฟฉายรูปร่างคล้ายไม้เทนนิส เมื่อเปิดเครื่องจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านซี่ลวดเวลาใช้ต้องโบกให้ถูกตัวยุง ยุงจะถูกไฟช็อตตาย

4.โดยการฉีดด้วยสารเคมีกําจัดยุง

หากใครมีวิธีกำจัดยุงลายวิธีอื่นๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้เลย เราจะได้ช่วยกันตัดวงจรของยุงลาย ป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิดที่มาจาก ยุงลาย เพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักกันนะคะ

อ้างอิง : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

wikipedia

เช็ดตัวลดไข้..ใครว่าไม่สำคัญ

เช็ดตัวลดไข้

เวลาที่เด็กๆไม่สบาย “ไข้” เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะมีอาการตัวร้อนนำมาก่อนเสมอ และมักจะเกิดขึ้นร่วมกับความเจ็บป่วยหรือการสูญเสียความสมดุลภายในร่างกาย ซึ่งตามธรรมชาติของเด็กนั้น การระบายความร้อนออกจากร่างกายเป็นไปได้ช้า เนื่องจากบริเวณพื้นที่ผิวร่างกายมีน้อย แต่การสร้างความร้อนกลับเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งภาวะไข้นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆในร่างกายอย่างมากมาย

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถ้ามีไข้สูง39-40 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตัวร้อนจัด เด็กอาจเกิดอาการชักเนื่องจากไข้สูงได้ เพราะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบประสาทส่วนกลางยังเจริญไม่เต็มที่ อาการชักส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีไข้ หากมีการชักบ่อยๆจะทำให้สมองขาดออกซิเจน เซลล์สมองถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของเด็กและการทำงานของสมองในอนาคตได้ 

           การดูแลเด็กที่มีอาการไข้มีมากมายหลายวิธี และการเช็ดตัวลดไข้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง สามารถดูแลบุตรหลานในเบื้องต้นได้ ซึ่งการเช็ดตัวลดไข้นั้น เป็นกระบวนการนำความร้อนออกจากร่างกายสู่ผ้าเปียกที่ใช้เช็ดตัว โดยการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นให้เปียกชุ่ม แล้วเช็ดถูตามส่วนต่างๆของร่างกายร่วมกับการประคบผิวหนังบริเวณที่เป็นจุดรวมของหลอดเลือดขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง เช่น หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับต่างเพื่อช่วยให้ถ่ายเทความร้อนจากหลอดเลือดสู่ผิวหนัง และสู่ผ้าเปียกตามลำดับ

และสิ่งสำคัญในการดูแลเด็กที่มีอาการไข้ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง การเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดูแลเด็กเป็นพิเศษ  

วิธีเช็ดตัวลดไข้

เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้
เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้

การเช็ดตัวลดไข้นั้นนอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกสุขสบายมากขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากภาวะไข้สูงอีกด้วยนะคะ เรามาดูการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีกันเลยค่ะ

            1. เตรียมเครื่องใช้สำหรับการเช็ดตัวลดไข้ ได้แก่  กะละมังใส่น้ำ 1 ใบ  ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 1 ผืน ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก 3 ผืน และเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้

             2.ใส่น้ำอุ่นในกะละมังที่เตรียมไว้ ประมาณ 2 ลิตร  ความร้อนของน้ำควรจะอุ่นกว่าอุณหภูมิห้อง แต่เย็นกว่าอุณหภูมิในร่างกายของเด็ก  น้ำอุ่นจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ความร้อนถูกระบายออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น 

            3. ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด เพื่อให้ผิวสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีที่สุด

            4. ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 1 ชุบน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ บิดหมาดๆ แล้วเช็ดถูผิวหนังบริเวณใบหน้า ซอกคอและหลังหู แล้วพักผ้าไว้บริเวณซอกคอ การเช็ดถูจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดช่วยให้ความร้อนสามารถระบายออกทางผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น

            5.ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 2 เช็ดบริเวณแขนโดยเริ่มจากปลายแขน เช็ดแขนเข้าหาลำตัวเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ช่วยให้การระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น และพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

6.ใช้ผ้าผืนที่ 3 เช็ดแขนอีกข้างและพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

7.เปลี่ยนผ้าบริเวณซอกคอ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณใบหน้าและศีรษะอีกครั้ง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหน้าผาก

8.เปลี่ยนผ้าบริเวณรักแร้ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณลำตัวด้านหน้าและด้านข้างทั้ง 2 ข้าง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหัวใจ

9.เปลี่ยนผ้าบริเวณหน้าผาก ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดขาบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง โดยเริ่มจากปลายเท้าเข้าหาลำตัว แล้วพักไว้บริเวณขาหนีบ

10.พลิกตะแคงตัวเด็ก ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดด้านหลังตั้งแต่คอจนถึงก้นกบ เช็ดหลายๆครั้ง หากน้ำในกะละมังเย็นลงก็ให้เปลี่ยนน้ำอุ่นใหม่

11.เช็ดเหมือนเดิมจนครบเวลาประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าร่างกายเด็กเย็นลงกับมือ หลังจากนั้นเช็ดตัวเด็กให้แห้งด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มี่เตรียมไว้ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย

12. หลังเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที วัดอุณหภูมิร่างกายซ้ำด้วยปรอทวัดไข้อีกครั้ง  ถ้าพบว่าเด็กกลับมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็เช็ดตัวลดไข้ตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้ง 

tricks & tips ช่วยลดไข้

           1. ในขณะการเช็ดตัวและหลังการเช็ดตัวลดไข้ ให้เด็กนอนพักเพื่อลดอัตราการเผาผลาญในร่างกาย

           2. ผู้ปกครองสามารถพิจารณาให้รับประทานยาลดไข้ได้ ถ้าพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป

           3. พยายามกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มบ่อยๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากอาการไข้สูง และทำให้เยื่อบุมีความชุ่มชื้น

           4. เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเด็กๆอาจจะรู้สึกเบื่ออาหาร การกระตุ้นให้รับประทานอาหารอ่อน ปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เด็กทานอาหารได้มากขึ้น

           5. การทำความสะอาดปากและฟัน ช่วยระงับกลิ่นปาก ป้องกันแผลและการติดเชื้อในปาก และส่งเสริมความอยากอาหารของเด็กได้มากขึ้น

6. ถ้าเด็กมีอาการชัก ให้จับนอนตะแคงหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายไหลได้สะดวก ป้องกัน การสำลัก ห้ามป้อนยาเด็กในขณะที่ยังมีอาการชัก และแม้เด็กจะหยุดชักแล้ว ก็ควรนำเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุของการไข้ และเฝ้าระวังความผิดปกติของสมองที่อาจจะตามมาได้

การตรวจสุขภาพเด็ก

การตรวจสุขภาพสำหรับกลุ่มวัยเด็ก เป็นการตรวจร่างการทั่วไปเพื่อประเมินการเจริญเติบโต และการติดตามพัฒนาการด้านต่างๆเป็นระยะๆ การส่งเสริมทักษะและสุขนิสัยที่ดี รวมถึงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเด็ก

การตรวจสุขภาพทารกแรกเกิด – 7 วัน

นอกจากการตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว แพทย์จะทำงานประเมินภาวะตัวเหลือง เจาะเลือดตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์ดมนไทรอยด์ ให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และให้วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดู และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในทารกแรกเกิด เป็นต้น


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 0 – 6 เดือน

ควรได้รับการตรวจประเมินได้การได้ยิน 1 ครั้ง


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 6 – 12 เดือน

  • ควรได้รับการตรวจระดับความเข้มข้นของเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีดจาการขาดธาตุเหล็ก อย่างน้อย 1 ครั้ง
  • ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟัน 1 ครั้ง
  • ตรวจคัดกรองภาวะตาเข ภาวะข้อสะโพกหลุด และความผิดปกติขิงอวัยวะเพศ


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 2 – 4 ปี

  • ควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการ 1 ครั้ง


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 3 – 6 ปี

  • ควรได้รับการตรวจวัดสายตา และความดันโลหิต 1 ครั้ง
  • ควรได้รับการตรวจระดับความเข้มข้นของเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก อีก 1 ครั้ง

การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 8 ปี และ 10 ปี

  • ควรได้รับการตรวจวัดสายตา และความดันโลหิต ช่วงอายุละ 1 ครั้ง

แหล่งที่มา :ชุดความรู้การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน

มารู้จัก‘อุปกรณ์พ่นยา’ กับการรักษากลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

สำหรับใครที่มีปัญหาสุขภาพด้านระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่ทำให้เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย ทำให้ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาและควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม ในบางเรื่องที่เราไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ เช่น เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อยในช่วงเวลากลางดึก หรือบางครั้งอาจมีอาการหนักใช้ยาขยายหลอดลมแบบพกพาแล้วอาการไม่ดีขึ้น การมีเครื่องพ่นยาขยายหลอดลมไว้ที่บ้านก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยชีวิตหรือบรรเทาความรุนแรงของอาการหายใจหอบเหนื่อยลงได้ และในกรณีที่ต้องเข้ารับการพ่นยาที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งการมีเครื่องพ่นยาขยายหลอดลมไว้ที่บ้านก็สามารถลดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆได้เช่นกัน

จริงๆแล้ว เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการพ่นยาขยายหลอดลมมีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุและอาการของผู้ใช้ และการใช้เครื่องพ่นยาจะมีประโยชน์ต่อการรักษา เมื่อผู้ใช้สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ใช้ยาพ่นยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้

เครื่องพ่นยาขยายหลอดลม
  1. ยาสูดพ่นแบบพกพา การใช้ยารูปแบบดังกล่าว วิธีการพ่นยาที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยทำให้ยาไปถึงปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพการพิจารณาเลือกใช้ยาพ่นให้เหมาะสมกับผู้ป่วยนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการหายใจเพื่อสูดยาอย่างถูกวิธี และความร่วมมือที่ดีของผู้ใช้
  2. เครื่องพ่นละอองยา(Nebulizer) ช่วยทำให้ตัวยากลายเป็นละอองฝอย ทำให้สูดละอองยาผ่านอุปกรณ์เข้าไปในปอดได้ ปัจจุบันเครื่องถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สามารถพกพาเคลื่อนย้ายได้สะดวก สามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย หรือในบางรุ่นอาจจะนำไปใช้กับสัตว์เลี้ยงได้ แต่มีข้อควรระวังหากใช้งานในเด็กเล็ก หรือเด็กที่ไม่สามารถใช้ยาพ่นแบบถือในมือเองได้ ควรใช้หน้ากากที่สวมพอดีกับใบหน้า เนื่องจากการเคลื่อนของหน้ากากเพียงแค่ 1 ซม.อาจทำให้ขนาดยาที่ได้ลดลงถึง 50%

อ้างอิง : ‘อุปกรณ์พ่นยา’ กับการรักษากลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ. โรงพยาบาลเวชธานี

เครื่องพ่นละอองยา ผู้ช่วยคนสำคัญของผู้ป่วยโรคหอบหืด.

“โรคลมแดด”(Heat Stroke) ภัยร้ายที่แฝงมากับความสนุกช่วงสงกรานต์

“โรคลมแดด”(Heat Stroke)

การเล่นน้ำสงกรานต์ทำให้เราต้องตากแดดทั้งวัน ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด บางแห่งอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกาย อาจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจากภาวะร่างกายขาดน้ำได้ อีกทั้งการดื่มเครื่องดื่มที่มีแฮลกอฮอล์ทุกประเภท นอกจากจะไม่ทดแทนการสูญเสียน้ำแล้ว ยังทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ง่าย

อาการที่พบ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หายใจเร็ว หน้ามืด เป็นลม ชัก หมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

การช่วยเหลือเบื้องต้น
นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด ไม่ควรใช้ผ้าเปียกคลุมตัวเพราะจะขัดขวางการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และรีบนำส่งโรงพยาบาล

การป้องกัน
1.สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
2.ดื่มน้ำสะอาด 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด ในระหว่างวันควรดื่มน้ำให้ได้ อย่างน้อย 6-8 แก้ว แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม
3. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนจัด
4. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก
5. ดื่มน้ำผลไม้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด

ที่มา :
https://voicetv.co.th/read/AZecnIDBk
https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/
http://envocc.ddc.moph.go.th/contents/view/189

ภาพ :

5. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรือการอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน

6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด

4 เมนูฮิตฉลองสงกรานต์ เลือกกินอย่างไรให้ปลอดภัย

ส้มตำ

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาหยุดยาวของไทย ผู้คนส่วนใหม่มักออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือบางคนก็กลับไปเยี่ยมครอบครัว พบปะญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ทำบุญไหว้พระ รดน้ำดำหัวขอพรจากญาติผู้ใหญ่ และที่ขาดไม่ได้เลยคือการจับจ่ายใช้สอยทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องดื่ม เพื่อนำกลับมาทำอาหารฉลองวันปีใหม่ไทยร่วมกัน
เพื่อป้องกันการเกิดโรคที่มาจากการรับประทานอาหารในหน้าร้อน My healthcare มีเคล็ดลับการเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม จากเมนูสุดฮิตมาฝากกันค่ะ

1.ส้มตำ และอาหารยำประเภทต่างๆ น่าจะเป็นอาหารยอดฮิต
อันดับต้นๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องเดินได้มากที่สุด ทั้งปลาร้าที่ไม่ผ่านการต้มสุก มีแมลงวันตอม ปูดองดิบๆที่มีเชื้อจุลินทรีย์ซ่อนอยู่ มะละกอ ถั่วฝักยาว และผักต่างที่ไม่ผ่านการล้างน้ำ ถั่วลิสง หัวหอม กระเทียม ที่มีเชื้อราอะฟลาทอกซิน ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ว่าจะไม่ให้รับประทานอาหารประเภทนี้ เพียงเราใส่ใจในการเลือกแค่นั้นก็ปลอดภัยแล้ว

2.อาหารทะเล เป็นอาหารสด เน่าเสียได้ง่าย จึงต้องเก็บไว้ในอุณภูมิต่ำ การเลือกซื้ออาหารทะเลควรเลือกในแหล่งที่มั่นใจได้ว่าสด สะอาด ก่อนปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดหลายๆครั้ง และปรุงให้สุกทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเลดิบ หรือสุกๆดิบๆ

3.อาหารเมนูกะทิ ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำน้ำข้น แกงเขียวหวาน มัสมั่น พะแนง ขนมจีน หรือขนมหวานที่มีส่วนประกอบของกะทิ เป็นชื่นชอบของใครหลายๆคน เมนูเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของเชื้อจุลินทรีย์ด้วย จึงที่ค่อนข้างเน่าเสียได้ง่าย ก่อนรับประทานจึงต้องมั่นใจว่าเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากรับประทานไม่หมดให้นำเข้าตู้เย็นทันทีและนำออกมาอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง ทางที่ดีที่สุดควรจะรับประทานให้หมดภายในมื้อเดียว ไม่เก็บไว้ค้างคืน

4.ข้ำแข็งและเครื่องดื่ม ต้องมั่นใจว่าสะอาด ได้มาตรฐาน อย. น้ำแข็งที่ผ่านการแช่อาหาร ไม่ควรนำกลับมารับประทาน เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องร่วงได้

หัวใจสำคัญของการรับประทานอาหารให้ปลอดภัยไม่ว่าฤดูไหนก็ตามควรยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ซึ่งถ้าเราใส่ใจสักนิด ก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค จากการรับประทานอาหารได้

แหล่งที่มา : www.thaihealth.or.th ภาพประกอบ : KatzeTong

การดูแลสุขภาพสุขภาพผู้สูงวัย

ปฏิเสธเลยไม่ได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society)ไปแล้ว เนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ.2556 มีผู้สูงอายุในประเทศไทยร้อยละ 14.7 โดยคาดว่า ในปี พ.ศ. 2577 จะประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากเป็น 2 เท่าตัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 29.1 ของประชากรทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็น “สังคมสูงอายุ” อย่างสมบูรณ์ (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ดังนั้นหาความรู้เรื่องสุขภาพผู้สูงอายุ จึงมีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าถึง เข้าใจและสามารถดูแลผู้สูงอายุในบ้านได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้สูงวัย ในอนาคตต่อไป

การดูแลสุขภาพทั่วไปสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผมสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผมผู้สูงวัย

การดูแลผม ควรตัดผมให้สั้นเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาดและการดูแลรักษา ควรดูแลรักษาความสะอาดของเส้นผมอย่างสม่ำเสมอ โดยการสระผมด้วยแชมพูสระผมอ่อนๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หากต้องการที่จะดัดหรือย้อมผมควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

การดูแลเล็บสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลเล็บผู้สูงวัย

การดูแลเล็บ ควรตัดเล็บมือและเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ ด้วยกรรไกรตัดเล็บและตะไบเล็บส่วนที่แหลมคมให้เรียบ ไม่สะดุดมือ หากเล็บหนาแข็งและตัดยาก ควรเช่มือและเท้าในน้ำ เพื่อให้เล็บอ่อนนุ่ม จะทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น และถ้าหากว่าเล็บติดขอบเนื้อมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้ว ควรตัดเล็บให้เกินเนื้อออกมาเล็กน้อย จะช่วยลดอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วได้

การดูแลช่องปากและฟันสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลช่องปากและฟันผู้สูงวัย

การดูแลช่องปากและฟัน ควรทำการดูแลช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ทุกครั้งหลังอาหาร หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-ก่อนนอน เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มปลายขนแปรงกลมมน การแปรงฟันควรเน้นบริเวณขอบเหงือกและคอฟันเป็นพิเศษ เพราะบริเวณนี้จะเป็นจุดสะสมจุลินทรีย์ (ขี้ฟัน) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ เหงือกอักเสบ ทำให้ฟันโยกได้ แปรงฟันให้ขนแปรงทำมุม 45 องศากับตัวฟัน ขยับแปรงไป-มา สั้นๆเบาๆในแนวนอนให้ทั่วถึงทุกซี่ การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยให้การทำความสะอาดซอกฟันได้สะอาดยิ่งขึ้น กรณีที่ใส่ฟันปลอมควรดูแลฟันปลอมดังนี้
การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ ล้างทำความสะอาดฟันปลอมและแปลงฟันปลอมทุกครั้ง หลังมืออาหาร เพราะหากไม่ทำความสะอาดฟันปลอมเป็นเวลานาน คราบต่างๆ จะแข็งตัวเป็นหินน้ำลายติดแน่นที่ฟันปลอม ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้
การดูแลฟันปลอมชนิดติดแน่น ควรแปลงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟันและใต้ซี่ฟันปลอมโดยอาจใช้ร่วมกับเข็มพลาสติกสำหรับร้อยไหมขัดฟันได้
จากสภาพช่องปากของผผู้สูงอายุ ที่มักจะพบว่ามีอาการเหงือกร่น ฟันยื่น ฟันล้ม ซอกฟันห่าง ทำให้มีเศษอาหารติดตามซอกฟัน การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การใช้อุปกรณ์อื่นเสริม จะช่วยให้การทำความสะอาดฟันได้สะอาดและทั่วถึงมากขึ้น ได้แก่ ไหมขัดฟัน ไม้จิ้มฟัน เป็นต้น

การดูแลผิวหนังสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผิวผู้สูงวัย

ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ระบายอากาศได้ดี มีความอ่อนนุ่ม เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อผิวหนัง ไม่ควรแกะเกาบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน เพราะอาจจะทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคได้ อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ด้วยน้ำที่ไม่อุ่นเกินไปโดยเลือกใช้สบู่อ่อนๆ เพื่อป้องกันการเกิดผิวหนังแตกและคัน ถ้าอากาศหนาวอาจใช้การเช็ดตัวแทนการอาบน้ำในตอนเช้า หรือสาย และอาบน้ำ 1 ครั้ง ในตอนเย็น หลังการอบน้ำทาโลชั่นบำรุงผิวจะช่วยลดอาการผิวแห้งแตกและไม่ทำให้เกิดอาการคันได้ ก่อนออกนอกบ้านหรือถูกแดดเป็นเวลานานควรทาครีมกันแดดและใช้อุปกรณ์อื่นช่วย เช่น หมวก ร่ม ผ้าโพกศีรษะ ผ้าพันคอ เป็นต้น

แหล่งที่มา : คู่มือแหล่งประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว