10 ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย

ทราบหรือไม่ว่าวัยที่ล่วงเลยอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของความเสื่อมทางร่างกายหลายๆอย่าง นอกจากโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด แล้วยังมีปัญหาสุขภาพหรือกลุ่มอาการที่เป็นปัญหาเฉพาะหรือพบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือ Geriatric syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมถอยของร่างกายที่มาจากความชราภาพ ความหลากหลายโรคที่มารุมเร้า หรือแม้กระทั่งที่มาจากผลข้างเคียงจากยาต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ การดูแลตนเองของผู้สูงวัยถดถอยลง การทำความเข้าใจถึงปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงวัย เพื่อเตรียมวางแผนป้องกันหรือดูแลผู้สูงวัยที่อยู่ใกล้ชิดเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้ามนะคะ

ปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน

การที่ผู้สูงอายุมีความสามารถในการรับเสียงแย่ลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หูอื้อ หรือหูตึงนั่นเอง และเนื่องจากเป็นภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว การมองเห็นและการได้ยินที่ลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ โรคเบาหวาน ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเหล่านี้

การได้ยินที่ลดลง จะรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันมาก คือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และเกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ควรฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องร่วมกับการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะเพื่อการแยกแยะเสียงที่ชัดเจนขึ้น เช่น ลดเสียงรบกวน และให้คู่สนทนาอยู่ตรงหน้า ไม่พูดเร็ว หรือพูดประโยคยาวเกินไป เพื่อผู้สูงวัยสามารถจับใจความได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของตัวผู้สูงวัยและของครอบครัวผู้ป่วยดีขึ้น

การมองเห็นที่ลดลง อาจมาจากความผิดปกติของตาที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็น ภาวะตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคเบาหวานที่มีผลต่อเส้นเลือดในจอประสาทตา ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาวะจิตใจ และการปรับตัวของผู้สูงวัย ซึ่งหากเราเข้าใจความต้องการทางจิตสังคมของผู้วัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ก็จะเอื้อให้ผู้สูงวัยปรับตัวรับกับภาวะบกพร่องทางการเห็น สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และไม่รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า

ในระยะแรกนั้นผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านการมองเห็น อาจไม่พบอาการผิดปกติใดๆ หรือมีแต่ไม่ได้สังเกตเห็นเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การสังเกตความผิดปกติต่างๆ ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางกรณี ด้วยลักษณะของตัวโรคทำให้โรคตาหลายโรคไม่สามารถสังเกตความผิดปกติในระยะแรกได้และต้องได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดเท่านั้นจึงจะทราบ  ตรวจคัดกรองโรคตา เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบโรคในระยะต้นจะรักษาได้ดีกว่าการตรวจพบโรคในระยะที่เป็นขั้นรุนแรงแล้วเสมอ

ความผิดปกติในการรับประทานอาหาร และปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพฟัน ภาวะกลืนลำบาก ความอยากอาหารลดลง ผลข้างเคียงจากยาทำให้เบื่ออาหาร ภาวะซึมเศร้าหรือหลงลืมอาจทำให้ผู้สูงวัยไม่ดูแลโภชนาการตนเองได้ หรือ โรคเรื้อรังต่างๆ ที่ส่งผลต่อความอยากอาหาร เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น การติดเชื้อ ภาวะกระดูกพรุน ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย กล้ามเนื้อลีบลง และแขนขาอ่อนแรงได้การการดูแลผู้สูงวัย สามารถทำได้ดังนี้

  • จัดมื้ออาหารให้รับประทานร่วมกับผู้อื่น เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง
  • จัดเตรียมอาหารที่คำเล็ก ย่อยง่าย และมีความหลากหลาย
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แก้ไขได้ และขอคำแนะนำด้านโภชนาการผู้สูงวัย รวมทั้งทบทวนการใช้ยาของผู้สูงวัยที่อาจทำให้เบื่ออาหารได้
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟันเป็นประจำ

ภาวะกระดูกพรุน

โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและจะอยู่ในภาวะสมดุล แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกผิดปกติ เช่น ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน ส่งผลให้มีการทำลายกระดูกมากขึ้นและสร้างได้น้อยลง ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง กระดูกบาง เสียความแข็งแรง และกระดูกหักง่ายซึ่งภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะกระดูกจะติดช้า มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก อาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี อาการที่พบได้แก่ ปวดหลัง กระดูกหลังยุบตัว หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกเปราะและหักง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่เราสามารถทำได้ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆพร้อมกระดูกกุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น ปริมาณแคลเซี่ยมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย ซึ่งผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • หาเวลาออกมาสัมผัสแสงแดดบ้าง โดยเฉพาะแสงแดดตอนเช้าเพราะร่างกายจะสามารถสังเคราะห์วิตามินดีเองได้ใต้ชั้นผิวหนัง ผ่านการกระตุ้นจากรังสียูวีบี ซึ่งวิตามินดีจะมีหน้าที่หลักในการช่วยดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง และกระดูกพรุน และพบวิตามินดีมากในอาหารประเภทปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาซาร์ดีน ไข่ และนมที่มีการเติมวิตามินดี เป็นต้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้อีกด้วย โดยการเลือกวิธีการออกกำลังกายในท่าลงน้ำหนักที่เท้า เช่น เดิน วิ่ง การเต้นรำ หรือ กระโดดเชือก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ รวมถึงสารคาเฟอีน เนื่องจากมีส่วนทำลายกระดูก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว
  •  เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับเข้าตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อป้องกันการเสื่อมแต่เนิ่นๆ
  • หากต้องการรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย

รู้หรือไม่ว่า เมื่อคนเราอายุ 30 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงหรือฝ่อลง ซึ่งเป็นไปตามกลไกลของธรรมชาติ โดยกล้ามเนื้อจะลดลงตามอายุที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อ ร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี   ซึ่งหากมวลกล้ามเนื้อลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดแผลหายช้า อาจเกิดแผลกดทับ หากมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับ 30 เปอร์เซ็นต์จะส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่งด้วยตัวเองหรือพยุงตัวเองไม่ได้ และในระดับสุดท้ายคือ 40 เปอร์เซ็นต์จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งภาวะภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย หรือ Sarcopeniaนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric Syndrome) ที่พบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยทั่วไป แม้จะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่การเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆก็สามารถช่วยชลอการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยได้ โดยปฏิบัติดังนี้

  • การออกกำลังกาย เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือ Resistive Exercise ร่วมกับการออกกำลังชนิดที่ช่วยเพิ่มความทนทาน หรือ Aerobic Exercise เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและเอ็นควรมีการออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้มีการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อและช่วยให้ไขมันในกล้ามเนื้อลดลง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของบุคคล ซึ่งผู้สูงวัยที่จะเริ่มต้นการออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แน่ชัดว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจากโรคประจำตัวที่มีอยู่
  • การรับประทานอาหาร ผู้สูงวัยควรมีการเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ เนื้อปลา เนื้อวัว เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนยและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น โดยในแต่ละวันผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพิ่มเส้นใยของกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อน้อย
  • การรับประทานเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น creatine ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงเพิ่มพละกำลังและมวลน้ำในเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญในการช่วยให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตและมีขนาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งลดการสลายของมวลกล้ามเนื้อ วิตามินดี จะนำออกซิเจนจากเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ได้ดีขึ้นขณะออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าและอักเสบของกล้ามเนื้อ ช่วยให้สามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

ปัญหาการนอนไม่หลับ

ผู้สูงวัยมักมีคุณภาพการนอนที่ลดน้อยลง อาจหลับยากขึ้น ตื่นบ่อย หลับไม่ลึก และตื่นมาไม่สดชื่น นอกจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตามวัย การนอนไม่หลับในผู้สูงอายุอาจมีสาเหตุจากภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล อาการปวดต่างๆ หรือกรดไหลย้อน

อาการมึนงงเวียนศีรษะ

เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความดันโลหิตต่ำ ความผิดปกติของหูชั้นในที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว (น้ำในหูไม่สมดุล) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โลหิตจาง เป็นต้น

ภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่

ผู้สูงวัยอาจเกิดภาวะการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนหรืออ่อนล้า กระเพาะปัสสาวะอ่อนไหวเกินไป ความบกพร่องในการควบคุมการกลั้นการขับถ่ายจากสมองหรือเส้นประสาท เป็นต้น

ปัญหาในการทรงตัวและการหกล้ม

เป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกที่บางพรุนทำให้เกิดกระดูกหักง่าย อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนที่ตามมาจากการผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลนาน ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาการทรงตัวหรือหกล้มได้จากหลายปัจจัย เช่น ข้อเสื่อม กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรง โรคทางสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือเส้นเลือดสมองตีบ เป็นต้น

ภาวะสมองเสื่อม

การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากการฝ่อของเนื้อสมอง แต่สมองเสื่อมสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น เส้นเลือดสมองตีบ โรคพาร์กินสัน โรคต่อมไทรอยด์ การขาดวิตามินบี 12 เป็นต้น

ผลกระทบจากการใช้ยา

ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสจะมีผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า การกำจัดของเสียในร่างกายช้าลงมาก เนื่องจากการทำงานของไตและตับเสื่อมลง การตอบสนองต่อยาก็ต่างจากคนทั่วไป เช่นจะไวต่อการตระกูลฝิ่น และยาต้านการแข็งตัวของเลือดผู้ป่วยสูงอายุอาจมีภาวะผิดปกติหลายอย่าง จึงมีโอกาสได้รับยาหลายขนานทั้งที่แพทย์สั่งและซื้อกินเอง โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็นและอย่างเหมาะสมจึงจำเป็นมาก เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียข้างต้น

5วัคซีนสำหรับผู้สูงวัย..เกราะป้องกันให้ห่างไกลโรค

ธรรมชาติของผู้สูงวัยทุกคนล้วนอยากพึ่งพาตนเองให้ได้นานที่สุด นอกจากการดูแลตนเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชฯชน์แล้ว การฉีดวัคซีนก็ถือเป็นการป้องกันการเกิดโรคและลดความรุนแรงของการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง จะมีอาการที่รุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาจเสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียจากการเข้ารับการรักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ดังนั้นผู้สูงวัยควรเข้ารับการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยความคาดหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคที่สามารถปกป้องได้ ดังนี้

1.วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus vaccine) และโรคคอตีบ (Diphtheria vaccine)

วัคซีน

โรคบาดทะยักเป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้สูงอายุ พบว่าอัตราตายจากโรคนี้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคบาดทะยักส่วนใหญ่มักไม่มีประวัติรับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือมีประวัติได้รับวัคซีนครั้งสุดท้ายมานานกว่า 10 ปี การให้วัคซีนทุก 10 ปี ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันดีขึ้นในผู้สูงอายุขณะเดียวกันก็พบว่าสามารถลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดโรคบาดทะยักได้

โรคคอตีบ ปัจจุบันยังพบการระบาดของโรคคอตีบในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีรายงานถึงการเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีรายงานการระบาดของโรคคอตีบในหลายจังหวัดเป็นครั้งคราว โดยโรคคอตีบมักเกิดในพื้นที่ที่มีคนอพยพ ชาวเขาหรือ ชาวต่างชาติที่มีประวัติได้รับวัคซีนไม่เพียงพอ

หมายเหตุ : ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและโรคคอตีบ (tetanus diphtheria toxoid :Td) ทุก 10 ปี แทนการให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก ( tetanus toxoids: TT) เพียงชนิดเดียว

2. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย (Inactivated influenza vaccine)

การเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุพบว่า จะมีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สูง รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ก็สูงที่สุดในผู้สูงอายุ การให้วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น

หมายเหตุ : ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีในช่วงปลายฤดูฝนถึงช่วงฤดูหนาว ( กระตุ้นทุก 1 ปี )

3.วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)

ตับอักเสบบีเป็นโรคร้ายที่ส่งผลกระทบต่อตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีสามารถป้องกันโรคตับอักเสบบีและอันตรายต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการติดเชื้อตับอักเสบบีได้ รวมถึงมะเร็งตับและตับแข็ง วัคซีนให้ความคุ้มครองจากการติดเชื้อตับอักเสบบีเป็นระยะยาว อาจถึงตลอดชีวิตได้

ผู้สูงวัยที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีควรได้รับการฉีดวัคนี้ ในกรณีบุคคลที่เกิดภายหลังปี พ.ศ.2535 มีความประสงค์จะฉีดวัคซีน โดยที่ไม่แน่ใจ หรือ ไม่ทราบประวัติการรับวัคซีนที่ชัดเจน ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม แล้วตรวจ Anti HBs antibody ภายหลังการฉีดวัคซีน 2-4 สัปดาห์ หากพบว่าระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า 10 IU/ml แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก

4.วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบนิวโมคอคคัสชนิดโพลีแซคคาไรด์ (23-valent pneumococcal polysaccharide vaccine12 ; PCV 23) และชนิดคอนจูเกต(13-valent pneumococcal conjugate vaccine; PCV-13)

การติดเชื้อนิวโมคอคคัส (S.pneumoniae) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่รุนแรงในผู้สูงอายุ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด และการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง พบว่าการใช้วัคซีนจะสามารถลดการติดเชื้อรุนแรง

ผู้สูงวัยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 2 ชนิด โดยเริ่มฉีดชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ 1 เข็ม ตามด้วยชนิดโพลีแซคคาไรด์ 23 สายพันธุ์

5.วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Varicella zoster vaccine)

โรคงูสวัดพบได้บ่อยขึ้นตามอายุ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ อาการปวดแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท อาการปวดในผู้ป่วยสูงวัยมักมีความรุนแรงและมีอาการนานกว่าในผู้ป่วยอายุน้อย ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด 1 เข็ม

ผู้สูงวัย..สุขภาพดี

การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและให้ภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีอีกด้วยนะคะ

หมายเหตุ : ควรรับวัคซีนภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ผู้สูงวัย..ควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างไรบ้าง?

การตรวจสุขภาพผู้สูงวัย

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น สุขภาพร่างกายและจิตใจย่อมมีโอกาสเสื่อมลงไปตามอายุที่มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งนอกจากการตรวจสุขภาพพื้นฐานแล้ว การตรวจคัดกรองโรคเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น การประเมินกิจวัตรประจำวัน ภาวะหกล้มซ้ำซ้อน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โรคความจำเสื่อม โรคซึมเศร้า ความบกพร้องทางสติปัญญา ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะทุพโภชนาการ และการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ดังต่อไปนี้

การตรวจหู

ภาวะหูหนวก หูตึงในผู้สูงอายุ พบมากขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น ซึ่งพบได้บ่อยมากประมาณร้อยละ 25-35 สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ ภาวะประสาทหูเสื่อมจากอายุ ภาวะประสาทหูเสื่อมจากการได้ยินเสียงดังมากๆในอดีต และหูชั้นนอกอุดตันจากปริมาณขึ้หูมากและติดแน่น

การตรวจตา

โรคทางตา

ผู้สูงอายุมักมีปัญหาโรคทางตา หรือความสามารถในการมองเห็นลดลง สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคต้อกระจก โรคต้อหิน ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม และภาวะสายตาสั้นหรือสายตายาว ควรได้รับการตรวจทุก 2-4 ปี และตั้งแต่อยุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุก 1-2 ปี่

การตรวจสุขภาพช่องปาก

สุขภาพปากและฟัน

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหงือกและฟันซ่อนอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย โรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ ฝันผุ เงือกอักเสบ มะเร็งในช่องปาก เพื่อค้นหาปัญหาเหล่านี้ ผู้สูงอายุควรเข้าพบทันตแพทย์เป็นระยะๆ

การคัดกรองมะเร็ง

  • การตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นระยะ 1-2 ปีต่อครั้ง โดยการตรวจเลือดเพื่อหาสาร PSA
  • การตรวจมะเร็งระบบทางเดินอาหาร ควรตรวจเมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือเมื่อมีประวัติของคนในครอบครัวมีการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ปวดท้องเรื้อรัง กลืนลำบาก ท้องโต คลำพบก้อน การขับถ่ายปัสาวะเปลี่ยนแปลงหรือมีเลือดปน ตรวจโดยการตรวจเลือดในอุจจาระปีละ 1 ครั้ง การส่องกล้องเพื่อตรวจทวารหนัก และลำไส้ใหญ่ส่วนล่างทุก 5 ปี การส่องกล้องเพื่อตรวจทวารหนัก และลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ทุก 10 ปี
  • การตรวจมะเร็งปากหมดลูก ผู้สูงอายุเพศหญิงที่ไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูก ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งติดต่อกัน 3 ปี สามารถลดความถี่เป็น 3 ปีต่อครั้ง ถ้าตรวจติดต่อกัน 9 ปีแล้วไม่พบเซลล์มะเร็งปากมดลูก
  • การตรวจมะเร็งเต้านม ควรได้รับการตรวจทุกปี และอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปควรตรวจตามความเหมาะสม
ผู้สูงวัย

การตรวจสุขภาพเป็นระยะๆนั้น เมื่อพบความเสี่ยงหรืความเจ็บป่วยตั้งแต่ในระยะแรก ช่วยให้แพทย์สามารถหาแนวทางการป้องกัน แก้ไขปัจจัยเสี่ยงหรือวางแผนการรักษาได้ทันเวลา เพราะฉะนั้นการพาผู้สูงอายุเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คนที่เรารักมีสุขภาพที่ดีนะคะ

อ้างอิง คู่มือข้อมูลแหล่งประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว

ชุดความรู้การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

“เปลี่ยนท่าแล้วมีอาการหน้ามืด” อาการผิดปกติในผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า (Postural or Orthostatic hypotension)

เวียนศีรษะ

ในภาวะปกติเมื่อเราลุกขึ้นยืน จะมีการไหลของเลือดลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วงของโลกนั่นก็คือบริเวณขาและเท้า เพื่อปรับให้ความดันโลหิตอยู่ในภาวะปกติเลือดไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างทั่วถึง  ร่างกายจะมีกลไกการปรับตัวอัตโนมัติคือหลอดเลือดแดงจะหดตัวทันทีเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้เป็นปกติ    แต่ในผู้สูงอายุบางรายที่มีความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ หรือมีความผิดปกติของหลอดเลือด การหด ขยายตัวของหลอดเลือดผิดปกติไป  การไหลเวียนของเลือดกลับสู่สมองเป็นไปได้ช้า  จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลมชั่วขณะ  ซึ่งเรียกอาการนี้ว่าภาวะความดันต่ำจากการเปลี่ยนท่า (Postural or Orthostatic hypotension) ในผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างการ ไม่ว่าจากข้อกำกัดของการเคลื่อนไหวด้วยสาเหตุต่างๆ การลุกขึ้นทันทีจากท่านอนโดยเฉพาะเมื่อนอนนานๆ  หรือเมื่อนั่งนานๆ พบเป็นสาเหตุของความดันโลหิตต่ำได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยดื่มน้ำ

จะรู้ได้อย่างไร? เมื่อผู้สูงอายุมีภาวะความดันต่ำจากการเปลี่ยนท่า

วัดความดันโลหิต

ในการวัดความดันโลหิตในผู้สูงอายุ  อาจพบว่ามีค่าความดันโลหิตตัวบน ( SBP) ของแขนทั้งสองข้างต่างกันเกินกว่า 10 มิลลิเมตรปรอทได้  การติดตามตรวจวัดความดันโลหิตในครั้งต่อ ๆ ไปในผู้ที่มีลักษณะเช่นนี้ให้วัดความดันโลหิตจากแขนข้างที่มีค่าความดันโลหิตตัวบน( SBP) สูงกว่าเสมอ เพื่อจะช่วยในการเปรียบเทียบค่าความดันโลหิตในแต่ละครั้งได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

สำหรับการตรวจประเมินผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการวิงเวียน หรือหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า  ควรวัดความดันโลหิตในท่ายืนด้วย โดยวัดความดันโลหิตในท่านอนก่อน หลังจากนั้นให้ลุกยืนแล้ววัดความดันโลหิตซ้ำอีก 2 ครั้งภายในเวลา 1 และ 3 นาทีหลังลุกขึ้นยืน หากพบว่ามีค่าความดันโลหิตตัวบน ( SBP)  ในท่ายืนต่ำกว่าในท่านอน ≥ 20 มิลลิเมตรปรอท  หรือมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด  ให้สันนิษฐานได้ว่าผู้สูงอายุอาจมีภาวะ ความดันตกจากการเปลี่ยนท่า  สามารถพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและทำการรักษาที่ได้อย่างถูกต้อง

5วัคซีนสำหรับผู้สูงวัย..เกราะป้องกันให้ห่างไกลโรค

การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

การหกล้มเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 1 ใน 3 ของการหกล้ม จะนำไปสู่การบาดเจ็บตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก  การบาดเจ็บจากการหกล้มทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่าการบาดเจ็บจากสาเหตุอื่น โดยเฉพาะกรณีกระดูกสะโพกหักผู้ป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาลนานถึง 20 วัน ถ้าผู้ป่วยยิ่งมีอายุมากและมีโรคประจำตัวมีความเป็นไปได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต

การหกล้มในผู้สูงอายุ

จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้สูงอายุที่หกล้มสูงถึงแสนกว่าบาทต่อคน ต่อครั้ง   หาก รวมค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่เกิดขึ้น เช่น รายได้ที่ครอบครัวต้องเสียไปเมื่อลูกหลานหรือญาติพี่น้องต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มเวลาหรือรายจ่ายที่เพิ่มหากต้องจ้างคนดูแลโดยประมาณการว่าอาจสูงถึง 1,200,000 บาท ต่อคนต่อปีเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าการหกล้มในผู้สูงอายุเป็นเรื่องใหญ่ที่บุตรหลาน หรือผู้ดูแลควรให้ความใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดการหกล้มในผู้สูงอายุอยู่ เสมอ  เรามีวิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มในผู้สูงอายุที่สามารถทำเองได้ ดังนี้

ปัจจัยภายในเกี่ยวกับตัวผู้สูงวัย

1.ผู้สูงอายุที่เคยหกล้มมาก่อน มักจะมีโอกาสเกิดการหกล้มอีก การป้องกันทำได้โดยค้นหาสาเหตุการล้มในครั้งที่แล้ว และหาทางลดความเสี่ยง หรือกำจัดปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ

2.ผู้สูงอายุที่มีอาการแขน-ขาไม่มีแรงทำให้การเคลื่อนไหว/เดินเหินลำบาก  การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนขาให้มากขึ้นได้ ทั้งนี้สามารถทำได้โดยการเข้าร่วมชมรมหรือกลุ่มออกกำลังกาย หรือแม้แต่ฝึกออกกำลังกายง่ายๆ ด้วยตนเองที่บ้าน

3.ผู้สูงอายุที่กลัวหกล้ม อาจมีประโยชน์ เพราะทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันอาจทำให้ไม่กล้าออกกำลังกาย หรืองดการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ  การเริ่มจากสร้างความมั่นใจให้กับผู้สูงอายุในการออกกำลังกายและทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง อาจเริ่มจากการส่งเสริมให้ออกกำลังกายเบาๆ ด้วยท่านั่งบนเก้าอี้ จากนั้นค่อยๆ ขยับไปเป็นยืนออกกำลังกาย และออกกำลังกายด้วยการเคลื่อนไหวไปมา หรือหากกลัวที่จะต้องออกกำลังกายคนเดียว แนะนำให้เข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายต่างๆ เป็นต้น

4.อาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ  เพราะการรีบไปเข้าห้องน้ำให้ทันอาจทำให้หกล้มได้ ปัญหานี้แก้ได้โดยปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการรักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หากต้องเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน แนะนำให้ใช้กระโถน เก้าอี้ขับถ่ายเคลื่อนที่ไว้ข้างเตียง    จัดระเบียบทางเดินระหว่างเตียงกับห้องน้ำให้มีแสงไฟเพียงพอ และไม่วางของเกะกะ หรือหากจำเป็นอาจใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เวลากลางคืน

5.ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่มือ การที่กล้ามเนื้อมือไม่มีแรง หรือมีความแข็งแรงน้อย เป็นปัจจัยสำคัญทำให้หกล้มในผู้สูงอายุ เพราะไม่สามารถจับยึด หรือพยุงตัวเองในขณะที่กำลังถือของ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการถือสิ่งของต่างๆ ขณะเดิน ให้ใส่ของในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าสะพายแทน นอกจากนี้ควรฝึกการออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณมือ โดยปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ถึงการฝึกความแข็งแรงของมืออย่างเหมาะสม

ปัญหาด้านสายตาในผู้สูงวัย

6.ปัญหาสายตาทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางทางเดินได้อย่างชัดเจน อาจทำให้สะดุดหกล้ม แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวัดสายตาและตัดแว่นหากจำเป็น และติดไฟส่องสว่างในเวลากลางคืนบริเวณบ้าน สำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองระยะชัดตื้น-ชัดลึก ให้ติดแถบกาวสะท้อนแสง หรือทาสีสะท้อนแสงตามขอบบันได เพื่อให้มองเห็นชัดเจนเวลาขึ้น-ลงบันได

7.อาการหน้ามืดทำให้เกิดอาการมึนงงหรือเป็นลมได้ ทั้งนี้อาการหน้ามืดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันเลือดขณะเปลี่ยนท่า ดังนั้นเวลาลุกขึ้นนั่ง หรือยืน ให้ทำอย่างช้าๆ และหาที่ยึดเกาะเพื่อความมั่นคง นอกจากนี้การกินยาบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรถึงยาที่กำลังใช้อยู่ และขอความอธิบายการใช้ยาต่างๆ เพื่อให้ใช้ยาอย่างถูกต้อง

8.การได้ยินเกี่ยวข้องกับการทรงตัว แนะนำให้เข้ารับการตรวจการได้ยินกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์หูคอจมูก เพื่อตรวจว่ามีปัญหาการได้ยินและจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟังหรือไม่

9.อาการบาดเจ็บที่เท้า ส่งผลต่อการเดิน ทำให้เดินได้ช้า หรือเดินลำบาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการล้ม หากคุณมีอาการเท้าชา หรือไม่มีความรู้สึก ให้เพิ่มความระมัดระวังในการก้าวเดิน หรือการวางเท้า ทั้งนี้แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรักษาแผล  โรค หรือความผิดปกติของเท้าเพื่อลดปัญหาดังกล่าว

ปัญหาการทรงตัวในผู้สูงวัย

10.การก้าวเดินที่มั่นคงและการทรงตัวได้ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการล้ม ถ้าคุณมีปัญหาการทรงตัว หรือรู้สึกไม่มั่นคงเวลาเดิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการประเมินความสามารถในการทรงตัว และขอคำแนะนำการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินที่เหมาะสม เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน หรือรองเท้าที่เหมาะสม เป็นต้น

หากจำเป็นแนะนำให้พกโทรศัพท์ไร้สายหรือมือถือไว้กับตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการรีบเดินไปรับโทรศัพท์ซึ่งเสี่ยงต่อการล้ม หรือสามารถใช้โทรศัพท์มือถือโทรขอความช่วยเหลือได้ทันเวลาหากหกล้ม

วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่สามารถทำเองได้ ค่าใช้จ่ายน้อย และได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ

นอกเหนือจากการออกกำลังกายแล้วการผ่าตัดต้อกกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง ซึ่งวิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง

การใช้ยา  

การใช้ยาในผู้สูงวัย

การใช้ยาบางประเภท  เช่น ยานอนหลับยา ที่มีผลต่อจิตประสาทยาต้านซึมเศร้า (เช่น alpra-zolam, diazepam, amitriptyline)   อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมตอนกลางวัน หรือส่งผลต่อการทรงตัวแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับหรือลดการใช้ยาดังกล่าว

สภาพแวดล้อมภายในบ้าน

ภาพแวดล้อมในบ้านที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณพื้นบ้าน   บริเวณขั้นบันได  ห้องครัว  ห้องน้ำ และห้องนอน ซึ่งเราสามารถปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อผู้กันการเกิดการหกล้มในผู้สูงอายุได้ ดังนี้

พื้นบ้าน

1.แนะนำให้เอาพรม เสื่อ ผ้ายาง หรือผ้าปูรองพื้นออก  หรือนำเทป 2 หน้า /แผ่นยางกันลื่นติดเพื่อไม่ให้พรมเลื่อน เพราะหากไม่ตรึงกับพื้นอย่างแน่นหนา อาจทำให้สะดุดหกล้มได้ หรือ

2.จัดเก็บไม่ให้มีสิ่งของวางตามพื้นบริเวณทางเดิน

3.เดินสายไฟ สายโทรศัพท์ต่างๆ ให้เรียบไปกับฝาผนัง อย่าปล่อยให้มีสายไฟเกะกะตามพื้นที่ต้องเดินผ่าน เพราะอาจทำให้สะดุดหกล้มได้

บริเวณขั้นบันได

บันไดบ้าน

1.เก็บสิ่งของต่าง ๆ ออก ไม่ให้มีการวางสิ่งของใดๆ บริเวณขั้นบันได  ถ้าบันไดชำรุดให้ซ่อม หรือแก้ไขส่วนที่ชำรุด และปรับขั้นบันไดให้สม่ำเสมอเท่ากัน

2.เพิ่มไฟส่องสว่างทั้งชั้นบน ชั้นล่าง และบริเวณบันได  ปรับระบบสวิตช์ไฟ ให้สามารถเปิด-ปิดได้ ทั้งจากด้านบนและด้านล่างของบันได ทั้งนี้สามารถเลือกสวิตช์ไฟแบบเรืองแสงเพื่อให้สามารถเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3. นำผ้าหรือพรมเช็ดเท้าออก หรือเปลี่ยนไปใช้แผ่นยางกันลื่นบริเวณขั้นบันไดแทน

4. ซ่อม หรือเปลี่ยนราวบันไดที่ชำรุดเสียหาย โดยให้มีราวบันไดทั้ง 2 ข้างของบันได รวมทั้งราวบันไดต้องมีความยาวเท่ากับความยาวของบันได

ห้องครัว

ย้ายของจากชั้นวางที่สูงออก และเก็บของที่ใช้บ่อยไว้ในชั้นที่หยิบใช้ง่าย (ระดับเอว)

ห้องน้ำ

1. ติดผ้ายางกันลื่นไว้บริเวณพื้นห้องน้ำ หรืออ่างอาบน้ำเพื่อกันลื่น

2.ติดตั้งราวจับบริเวณที่อาบน้ำและข้างโถส้วม

ห้องนอน

ไฟหัวเตียง

1.เพิ่มโคมไฟหัวเตียงเพื่อง่ายต่อการเปิด-ปิดไฟทางเดินจากเตียงไปห้องน้ำ

2.เพิ่มดวงไฟส่องสว่างเวลากลางคืนระหว่างทางเดินไปห้องน้ำ ปัจจุบันมีไฟกลางคืนแบบอัตโนมัติที่จะสามารถเปิดเองเวลากลางคืน

        การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดการหกล้มในผู้สูงอายุได้  เรามาร่วมกันดุแลผู้สูงอายุตั้งแต่วันนี้กันนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://resource.thaihealth.or.th/library/collection/14767

การดูแลสุขภาพสุขภาพผู้สูงวัย

ปฏิเสธเลยไม่ได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society)ไปแล้ว เนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ.2556 มีผู้สูงอายุในประเทศไทยร้อยละ 14.7 โดยคาดว่า ในปี พ.ศ. 2577 จะประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากเป็น 2 เท่าตัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 29.1 ของประชากรทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็น “สังคมสูงอายุ” อย่างสมบูรณ์ (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ดังนั้นหาความรู้เรื่องสุขภาพผู้สูงอายุ จึงมีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าถึง เข้าใจและสามารถดูแลผู้สูงอายุในบ้านได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้สูงวัย ในอนาคตต่อไป

การดูแลสุขภาพทั่วไปสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผมสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผมผู้สูงวัย

การดูแลผม ควรตัดผมให้สั้นเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาดและการดูแลรักษา ควรดูแลรักษาความสะอาดของเส้นผมอย่างสม่ำเสมอ โดยการสระผมด้วยแชมพูสระผมอ่อนๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หากต้องการที่จะดัดหรือย้อมผมควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

การดูแลเล็บสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลเล็บผู้สูงวัย

การดูแลเล็บ ควรตัดเล็บมือและเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ ด้วยกรรไกรตัดเล็บและตะไบเล็บส่วนที่แหลมคมให้เรียบ ไม่สะดุดมือ หากเล็บหนาแข็งและตัดยาก ควรเช่มือและเท้าในน้ำ เพื่อให้เล็บอ่อนนุ่ม จะทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น และถ้าหากว่าเล็บติดขอบเนื้อมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้ว ควรตัดเล็บให้เกินเนื้อออกมาเล็กน้อย จะช่วยลดอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วได้

การดูแลช่องปากและฟันสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลช่องปากและฟันผู้สูงวัย

การดูแลช่องปากและฟัน ควรทำการดูแลช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ทุกครั้งหลังอาหาร หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-ก่อนนอน เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มปลายขนแปรงกลมมน การแปรงฟันควรเน้นบริเวณขอบเหงือกและคอฟันเป็นพิเศษ เพราะบริเวณนี้จะเป็นจุดสะสมจุลินทรีย์ (ขี้ฟัน) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ เหงือกอักเสบ ทำให้ฟันโยกได้ แปรงฟันให้ขนแปรงทำมุม 45 องศากับตัวฟัน ขยับแปรงไป-มา สั้นๆเบาๆในแนวนอนให้ทั่วถึงทุกซี่ การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยให้การทำความสะอาดซอกฟันได้สะอาดยิ่งขึ้น กรณีที่ใส่ฟันปลอมควรดูแลฟันปลอมดังนี้
การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ ล้างทำความสะอาดฟันปลอมและแปลงฟันปลอมทุกครั้ง หลังมืออาหาร เพราะหากไม่ทำความสะอาดฟันปลอมเป็นเวลานาน คราบต่างๆ จะแข็งตัวเป็นหินน้ำลายติดแน่นที่ฟันปลอม ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้
การดูแลฟันปลอมชนิดติดแน่น ควรแปลงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟันและใต้ซี่ฟันปลอมโดยอาจใช้ร่วมกับเข็มพลาสติกสำหรับร้อยไหมขัดฟันได้
จากสภาพช่องปากของผผู้สูงอายุ ที่มักจะพบว่ามีอาการเหงือกร่น ฟันยื่น ฟันล้ม ซอกฟันห่าง ทำให้มีเศษอาหารติดตามซอกฟัน การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การใช้อุปกรณ์อื่นเสริม จะช่วยให้การทำความสะอาดฟันได้สะอาดและทั่วถึงมากขึ้น ได้แก่ ไหมขัดฟัน ไม้จิ้มฟัน เป็นต้น

การดูแลผิวหนังสำหรับผู้สูงวัย

การดูแลผิวผู้สูงวัย

ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ระบายอากาศได้ดี มีความอ่อนนุ่ม เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อผิวหนัง ไม่ควรแกะเกาบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน เพราะอาจจะทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคได้ อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ด้วยน้ำที่ไม่อุ่นเกินไปโดยเลือกใช้สบู่อ่อนๆ เพื่อป้องกันการเกิดผิวหนังแตกและคัน ถ้าอากาศหนาวอาจใช้การเช็ดตัวแทนการอาบน้ำในตอนเช้า หรือสาย และอาบน้ำ 1 ครั้ง ในตอนเย็น หลังการอบน้ำทาโลชั่นบำรุงผิวจะช่วยลดอาการผิวแห้งแตกและไม่ทำให้เกิดอาการคันได้ ก่อนออกนอกบ้านหรือถูกแดดเป็นเวลานานควรทาครีมกันแดดและใช้อุปกรณ์อื่นช่วย เช่น หมวก ร่ม ผ้าโพกศีรษะ ผ้าพันคอ เป็นต้น

แหล่งที่มา : คู่มือแหล่งประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว