เลือกผ้าอ้อมอย่างไรให้เหมาะสมและปลอดภัยกับลูกน้อย

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับลูกน้อยนั่นก็คือ”ผ้าอ้อม” ซึ่งปัจจุบันนั้นมีการผลิตผ้าอ้อมออกมามากมายหลายรูปแบบ จนบางครั้งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อผ้าอ้อม เลือกแบบไหน เลือกยังไงให้เหมาะสมกับลูกน้อยของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ประเภทของ ขนาด และความปลอดภัย สำหรับการสวมใส่ของลูกน้อย วันนี้เรามาทำความรู้จักผ้าอ้อมแต่ละประเภทเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกผ้าอ้อมสำหรับเจ้าตัวน้อยของเรากันเลยค่ะ

ประเภทของผ้าอ้อม

หากกล่าวถึงผ้าอ้อมสำหรับเด็ก หลายคนอาจนึกถึงผ้าอ้อมธรรมดา ผืนสี่เหลี่ยมที่มีหลากหลายขนาดให้เลือก เมื่อใช้แล้วสามารถซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี และอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบาย ก็จะนึกถึงผ้าอ้อมสำเร็จรูปชนิดใช้แล้วทิ้งที่มีการโฆษณาแพร่หลายทางสื่อต่างๆ แต่คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่ายังมีผ้าอ้อมอีกประเภทหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบายง่ายต่อการสวมใส่คล้ายผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วยังสามารถซักแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกด้วยนะคะ แล้วเราจะเลือกใช้ผ้าอ้อมแบบไหนให้กับลูกน้อยของเรากันหล่ะ วันนี้เราได้รวบรวมเอาข้อดี ข้อด้อย ของผ้าอ้อมแต่ละประเภทมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูเพื่อให้สามารถเลือกใช้ผ้าอ้อมตามความเหมาะสมกับการใช้งานกันนะคะ

1.ผ้าอ้อมธรรมดา/ผ้าห่อตัว

ก็คือผ้าอ้อมแผ่นบางๆ มีหลากหลายขนาดตามการใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งออกตามประเภทของผ้า ดังนี้

ผ้าอ้อมผ้าฝ้าย

คุณสมบัติ : เนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี ดูดซึมน้ำและความชื้นได้ดี แต่ก็มีข้อเสียคือยับง่าย ไม่ค่อยอยู่ตัว เมื่อซักบ่อยๆ ก็จะย้วย เป็นราได้ง่าย

เหมาะที่จะใช้ในฤดูร้อนเพราะระบายความร้อนได้ดี

ผ้าอ้อมผ้าสำลี

คุณสมบัติ :  เนื้อผ้าหนา การดูดซับน้ำได้ดี แต่ใส่แล้วไม่ระบายอากาศ ซักแห้งยาก ใช้ไปนานๆ เนื้อผ้าจะแข็งขึ้นและเป็นขน

เหมาะที่จะใช้ในฤดูหนาวหรือห้องแอร์เพราะจะให้ความรู้สึกอบอุ่น

ผ้าอ้อมสาลู

คุณสมบัติ : ผ้าสาลูมีลักษณะคล้ายกับผ้าฝ้ายแต่มีความนิ่มกว่า ซึมซับน้ำได้ดี สามารถป้องกันอนุภาคเล็กๆได้ ไม่มีขนให้ระคายเคือง ระบายอากาศได้ดี ซักแล้วแห้งไว ไม่อับชื้น ซักแล้วไม่แตกออกหรือเป็นขุย ใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กไม่ก่อให้เกิดการละคายเคืองตลอดอายุการใช้งาน สามารถซักและนำมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง

เหมาะที่จะใช้ในฤดูฝน เพราะแห้งเร็วมาก ซักง่ายเนื้อไม่ยุ่ย

2.ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

ถ้าพูดถึงความสะดวกสะบายคงต้องยกให้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาเป็นที่หนึ่ง เพราะทารกมีการขับถ่ายบ่อยและไม่เป็นเวลาในแต่ละวัน อีกทั้งเมื่อต้องออกไปข้างนอก การถอดเก็บแล้วทิ้งนั้นสามารถตอบโจทย์ของคุณพ่อคุฯแม่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งปัจจุบัน

วิธีเลือกผ้าอ้อมอนามัยให้เหมาะสมกับลูกน้อย

1.เลือกผ้าอ้อมที่มีขนาดเหมาะสมกับก้นของลูกน้อย โดยดูจากน้ำหนักและช่วงอายุ เพื่อความสะบาย ไม่อึดอัด ลูกน้อยมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวนั่นเอง

2.เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย เช่นในวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรเลือกผ้าอ้อมแบบเทปที่สะดวกในการสวมใส่ และถอดทำความสะอาด เพราะช่วงวัยนี้ลูกน้อยจะอยู่ในท่านอนเป็นส่วนใหญ่ และทารกวัยนี้จะมีการขับถ่ายบ่อยครั้ง ส่วนผ้าอ้อมแบบกางเกงจะเหมาะสมกับทารกวัยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพราะช่วงวัยนี้เด็กจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ไม่อยู่นิ่ง การเลือกใช้ผ้าอ้อมแบบกางเกงทำให้ง่าย สะดวกและคล่องตัวในการเคลื่อนไหว ไม่ต้องกังวลเรื่องการระคายเคืองจากเทปกาวที่ติดเพื่อปรับความกระชับของผ้าอ้อม

3.เลือกผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมที่ทำจากวัสดุที่มีการซึมซับได้ดี ระบายอากาศได้ดี ผิวสัมผัสนุ่มและไม่อับชื้น หลีกเลี่ยงการเลือกใช้ผ้าอ้อมที่ใช้สารที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออาการแพ้ เช่นน้ำห้อม สี หรือกาว เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการเกิดผดผื่น รอยแดงและอาการแพ้ผ้าอ้อม ช่วยให้ลูกน้อยหลับได้ยาวและตื่นขึ้นมาพร้อมอารมณ์ที่สดใสตลอดทั้งวัน

.

5 ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

5 ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 

การดูแลผิวพรรณตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการป้องกันอาการแตกลายตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผิวของคุณแม่ยังคงสภาพสวยไว้คงเดิมได้ ผลิตภัณฑ์ครีมทากันผิวแตกลาย ก็ถือว่าเป็นของใช้สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้ เพราะถ้าหากคุณแม่ขาดการบำรุงผิวในช่วงการตั้งครรภ์จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คือ ผิวแตกลายในส่วนต่างๆของร่างกายได้ สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังมองหาครีมทาผิวคนท้องอยู่ละก็ วันนี้เราจะพาเข้าไปดู 10 ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวขณะการตั้งครรภ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่าบรรดาคุณแม่ที่พิถีพิถันเรื่องการดูแลผิวเป็นอย่างยิ่ง

1. Burt’s Bees แบรนด์ขายดีจากอเมริกา เจ้านี้เค้ามี Mama Bee Set ประกอบด้วย 3 items ที่้แอดมินใช้แล้วปลื้มมากๆ เลยอยากแนะนำให้คุณแม่ลองใช้กันค่ะ มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

Mama Bee Belly Butterเบลลี่บัทเทอร์จากธรรมชาติสูตรไร้กลิ่น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวคุณแม่ในช่วงการตั้งครรภ์ ช่วยให้ผิวรู้สึกสบายในระหว่างการตั้งครรภ์และป้องกันผิวหย่อนคล้อย ช่วยกระชับผิวคุณแม่ให้กลับมาเป็นดังเดิมหลังคลอด ใช้ทาให้ทั่วท้อง

Mama Bee Nourishing Body Oil สูตรพิเศษเหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีผิวแห้งเป็นพิเศษ ทำมาจากน้ำมันสวีทอัลมอนด์ ที่ให้กลิ่นที่หอมสดชื่น นอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้วยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายได้

Mama Bee Leg and Foot Cremeเนื้อครีมเข้มข้นผสานคุณค่าเปปเปอร์มินต์ออยล์และสารสกัดจากโรสแมรี่ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพื่อเข้าฟื้นบำรุงขาที่เมื่อยล้าและฝ่าเท้าที่ใช้งานหนัก เหมาะสำหรับช่วงตั้งครรภ์และคุณผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวัน

2. endota Moisture Rich Belly Butter ครีมบำรุงผิวหน้าท้องและผิวกายบริเวณที่ต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ เช่น หน้าอก สะโพก และต้นขา สำหรับคุณแม่โดยเฉพาะ เพื่อผิวนุ่มละมุนป้องกันการแตกลายจาก Australia

ครีมบำรุงผิวหน้าท้อง Certified Organic สำหรับช่วงตั้งครรภ์ เนื้อครีมเข้มข้น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ อุดมไปด้วยวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil, Argan Oil, Shea Butter และ Cocoa Butter เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว พร้อมบำรุงอย่างล้ำลึก ป้องกันการแตกลายและแห้งเหี่ยวของผิวหนังได้เป็นอย่างดี เพิ่มความกระชับ นุ่มชุ่มชื่นให้คุณแม่พร้อมรับมือกับการขยายของผิวบริเวณหน้าท้องและส่วนต่างๆของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างหายห่วงด้วยสูตรที่ผ่านการทดสอบและคิดค้น โดย Woman’s Health Scientist with PhD in women’s reproductive health.

3.Palmer ‘s ปาล์มเมอร์ ชุดดูแลผิวตั้งครรภ์เดือนที่ 7-9 (5 ชิ้น) เตรียมความพร้อมให้ผิวช่วงใกล้คลอด ดูแลปัญหาผิวแตกลาย สำหรับคุณแม่อายุครรภ์ 7-9 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมให้ผิวรองรับการขยายตัวที่รวดเร็วในช่วงใกล้คลอด ปลอดภัยต่อลูกน้อยในครรภ์ ปราศจากวิตามินเอที่เป็นอันตรายต่อทารก ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นพิเศษ พร้อมช่วยให้ผิวแลดูกระชับอย่างเป็นธรรมชาติให้ทรวงอก เพื่อเตรียมพร้อมให้คุณแม่ ที่อยากจะเป็นคุณแม่สาวสวยอีกครั้ง (ตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล)

4.EVE’S BOOSTER BODY cream ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ลดการแตกลาย ทาท้องขณะตั้งครรภ์ ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ผสานด้วยสารกลุ่ม Whitening ที่ช่วยทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยฤทธิ์ของ Vitamin B3 และ Alo Vera ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น คงความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว (Paraben Free)- ปรับผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นแก่ผิว ช่วยสมานผิวให้เรียบเนียน ลดเลือนจุดด่างดำ รอยยุงกัด รอยแผลเป็น เพิ่มความแข็งแรง และปกป้องผิวจากมลภาวะ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว

5. Mama’s Choice Stretch Mark Cream ครีมลดรอยแตกลาย ครีมทาท้องลาย ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ปลอดภัยสำหรับคนท้อง ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกกับผิวที่แตกลาย และบรรเทาอาการคัน สามารถทาได้ทั้งหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และบริเวณหน้าอก มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดถั่ว (Lipobelle ™ Soyaglycone) และว่านหางจระเข้(Aloe Vera) ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น และอ่อนนุ่มตลอดวัน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและส่วนประกอบในการสร้างคอลลาเจน อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง  ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร แนะนำให้ใช้ระหว่างตั้งครรภ์ หลังการตั้งครรภ์ หรือเมื่อน้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว

เลื่อนนัดฉีดวัคซีนให้ลูกดีไหม ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

วัคซีนเด็ก

ในช่วงที่มีรายงานการระบาดของโควิด-19 คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลใจเมื่อลูกมีนัดต้องไปฉีดวัคซีนในช่วงนั้นพอดี หลายคนกังวลว่าควรจะพาลูกออกจากบ้านไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาลดีไหม เพราะการหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กไปสถานพยาบาล จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้ แต่หากพิจารณาถึงความจำเป็นในด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กเล็ก ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการเลื่อนฉีดวัคซีนในช่วงที่โควิดระบาดนั้นควรพิจารณาเป็นรายๆไป เพราะเด็กแต่ละคน เด็กแต่ละช่วงอายุ และแต่ละพื้นที่ไปนั้นมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ซึ่งทางสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้แนะนำรายละเอียดดังต่อไปนี้ค่ะ

เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ไม่ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนเพราะในช่วงขวบปีแรกเป็นวัคซีนเป็นวัคซีนพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งการไม่ได้รับวัคซีนจะมีผลเสียมากกว่า เพราะเป็นวัคซีนที่เด็กจะได้รับเพื่อการป้องกันการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบบี คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก ฮิป โปลิโอ หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน รวมทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีรายงายอัตราการตายของเด็กที่ป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากกว่าโควิด-19 แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ เช่นอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง พื้นที่สีแดง อาจจะพิจารณาเลื่อนการฉีดวัคซีนได้ 1- 2 สัปดาห์

เด็กอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป

เด็กในช่วงวัยนี้สามารถเลื่อนการฉีดวัคซีนไปได้เพราะเป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งเด็กมักจะมีภูมิในระดับหนึ่งแล้ว สามารถเลื่อนการฉีดวัคซีนไปได้ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่โรงพยาบาลที่เคยเข้ารับการรักษาอยู่ หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านค่ะ

เด็กโตหรือวัยรุ่น

วัคซีนในวัยนี้สามารถเลื่อนออกไปได้จนกว่าสถานการณ์การระบาดจะสงบ

และในกรณีที่มีจำเป็นที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคให้ลูกน้อยได้ดังนี้

1.เลือกสถานพยาบาลที่ไม่มีความแออัดมาก หรืออาจจะเลือกวันที่มีผู้ป่วยไม่เยอะและใช้เวลาให้น้อยที่สุด

2.เลือกสถานพยาบาลที่สามารถจองคิวเข้ารับบริการได้เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้อื่น โดยสามารถโทรสอบถามข้อมูลตามโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลแต่ละแห่งได้

3.สวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ลูกน้อยได้ในกรณีที่เด็กมีอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไปได้ แต่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากลูกแสดงท่าทางอึดอัด มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หรือในช่วงที่ลูกหลับ ควรถอดหน้ากากอนามัยก่อน หากอยู่ในพื้นที่โล่ง การถ่ายเทอากาศดีสามารถถอดหน้ากากอนามัยออกให้ลูกก่อนได้ และควรสวมกลับอีกครั้งเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด

4.ไม่แนะนำให้ใส่หน้ากากให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เนื่องจากลูกน้อยเราจะไม่สามารถบอกเราได้ หรือดึงหน้ากากออกเองได้ เมื่อรู้สึกอึดอัดหรือหายใจไม่ออก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการคลั่งของคาบอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดอันตรายกับทารกได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีการอุ้มแนบกับอกหรือนำเด็กใส่รถเข็นที่มีผ้าคลุมปิด ซึ่งผ้าคลุมที่ใช้ควรมีคุณสมบัติกันน้ำได้จะเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันได้ดีที่สุด เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรค

5.เลือกรวมฉีดวัคซีนหลายชนิดในครั้งเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลบ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก

6.ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของใดๆ

7.รักษาระยะห่างกับผู้อื่น ประมาณ 1-2 เมตร

จะเห็นได้ว่าการที่เราใส่ใจในป้องกันตนเองและลูกน้อยอย่างเหมาะสม ก็ทำให้ลูกน้อยได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยไม่ต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และป้องกันการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าลืมพาลูกน้อยเข้ารับวัคซีนตามนัดนะคะ

8 วิธี ป้องกันการเกิดผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

ท้องแตกลายเป็นปัญหาหนักใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์น้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนก็จะมีการยืดขยายจนทำให้เส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนถูกยืดออก ส่งผลให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลายและทำงานผิดปกติไป ทำให้มีโอกาสเกิดเป็นรอยแตกบนผิวขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 การยืดขยายนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นปัญหาท้องแตกลายนี้จึงพบมากในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ นอกจากบริเวณหน้าท้องแล้ว ยังพบรอยแตกลายได้ที่ผิวหนังบริเวณต้นขา สะโพก หน้าอกและบั้นท้ายอีกด้วย

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตั้งครรภ์แล้วท้องจะแตกลายนะคะ เพราะภาวะนี้พบได้ 50-90% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมดค่ะ โดยใครจะท้องแตกลายหรือไม่นั้นขึ้นกับฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์และลักษณะผิวรวมถึงเส้นใยที่มีผลต่อความยืดหยุ่นของผิวของแต่ละคนด้วย โดยพบว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ จะมีโอกาสท้องแตกลายได้มากกว่า

สาเหตุการเกิดรอยผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

1.ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย

2.ท้องมีการขยายขนาดอย่างรวดเร็วจากภาวะลูกตัวโตกว่าปกติ ภาวะน้ำคร่ำเยอะ หรือตั้งครรภ์แฝด

3.น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์เยอะหรือน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วขณะตั้งครรภ์

4.มีประวัติครอบครัวที่ท้องแตกลายขณะตั้งครรภ์ เช่น รุ่นคุณแม่ เป็นต้น

คุณแม่ตั้งครรภ์ดูแลผิวอย่างไร ไม่ให้มีรอยผิวแตกลาย

การดูแลผิวพรรณเพื่อป้องกันการเกิดรอยผิวแตกลายระหว่างตั้งครรภ์นั้น ควรทำให้เร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์เราสามารถทำได้ เพื่อให้ผิวมีเวลาปรับตัวและสามารถรับมือกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของลูกน้อยในครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราเคล็ดลับการดูแลผิวเพื่อป้องกันการเกิดผิวแตกลายทั้งก่อนและหลังคลอดมาฝากคุณแม่ ดังนี้ค่ะ

1.ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่และวัน เพราะนอกจากน้ำจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างการดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้อให้กับผิวหนังเราอีกด้วย หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มจำพวกชาและกาแฟสำเร็จรูป

2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิว เช่น มะเขือเทศ แครอท ส้ม ถั่ว โยเกิร์ต เป็นต้น

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ทั้งยังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดความสมดุลอีกด้วย

4.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มอย่างรวดเร็วจนเกินไปควรเพิ่มประมาณ 2 กิโลกรัมเพื่อให้ผิวปรับสภาพให้ค่อยๆยืดขยายออก

5.ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวตั้งแต่เริ่มทราบว่ามีการตั้งครรภ์ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวควรเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น และทาต่อเนื่องหลังจากคลอดแล้ว 2-3 เดือน เพราะผิวต้องใช้เวลาในการหดตัวเพื่อกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนเวลาที่เหมาะสมในการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคือหลังการอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ

6.อาบน้ำอุณหภูมิห้องจะช่วยป้องกันการเกิดท้องลาย เพราะการอาบน้ำอุ่นที่อุ่นจัดจนเกินไป จะทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้นได้

7.ถ้าท้องโตมากควรนอนตะแคงและใช้หมอนรองรับน้ำหนักหน้าท้องเอาไว้ วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการดึงรั้งผิวหนังไปในทางเดียวกันจนเกินไป ช่วยให้การเกิดปัญหาผิวบริเวณท้องแตกลายให้ลดลงได้

8. หากมีอาการคันบริเวณผิวหนัง “ห้ามเกา”โดยเด็ดขาด เพราะการเกาจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวหนังให้มีรอยแตกมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผิวเป็นแผล เกิดการอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อตามมาอีกด้วย ถ้ารู้สึกคันควรใช้มือลูบแทน มากมีอาการคันมากจนทนไม่ไหว ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอยาที่ไม่เป็นอันตรายมารับประทานหรือทาแก้คัน

เมื่อได้ทราบถึงสาเหตุและวิธีป้องกันการเกิดปัญหาผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ก็สามารถเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากการตั้งครรภ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร้กังวลได้ตั้งแต่วันนี้กันเลยนะคะ

ส่วนคุณแม่ท่านใดที่มีเคล็ดลับดีๆ สามารถบอกเล่าเรื่องราวหรือร่วมแชร์ประสบการการดูแลผิวเพื่อป้องกันการเกิดรอยแตกลายจากการตั้งครรภ์เพื่อเป็นประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านอื่นได้ที่นี่เลยนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

9 วิธีลดปัญหาผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อป้องกันผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

“นมแม่” คุณค่าแท้จากธรรมชาติ

นมแม่

รู้หรือไม่ว่า”นมแม่”ถือเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดของทารก ทั้งในด้านขององค์ประกอบทางโภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะเด็กทารกแรกเกิดยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่จึงเปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับลูกเพราะมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมากที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย การได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทารกเติบโตได้สมบูรณ์แข็งแรง

น้ำนมจากคุณแม่ที่ผลิตขึ้นนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาหลังการคลอด ซึ่งจะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของร่างกายของลูกน้อยที่มีการเจริญเติบโตขึ้นในแต่ละช่วงวัย จากกระบวนการสร้างน้ำนมในร่างกายของคุณแม่นั้น เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้น นมแม่ที่ร่างกายของแม่ผลิตขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ค่ะ

ระยะที่ 1 หัวน้ำนม หรือโคลอสตรุ้ม (Colostrum) 

ในระยะที่ 1 นี้ ในน้ำนมของคุณแม่จะเป็นน้ำนมที่อุดมสมบูรณ์มาก และเต็มไปด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยเกลือแร่ วิตามิน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก รวมทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับขี้เทาของลูกได้ด้วย ซึ่งน้ำนมระยะนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงระยะ 1-3 วันแรกภายหลังการคลอดบุตรเท่านั้น บางคนอาจเรียกว่า”น้ำนมเหลือง” ตามลักษณะของน้ำนมที่จะมีสีเหลืองเนื่องจากมีแคโรทีนสูงนั่นเอง

และน้ำนมในระยะนี้จะมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง แต่มีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมากนัก มีปริมาณโพแทสเซียม และแคลเซียมที่ต่ำกว่านมที่ผลิตระยะหลัง จึงถือได้ว่าน้ำนมระยะนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายมากกว่าการเร่งการเจริญเติบโตของทารกค่ะ

ระยะที่ 2 น้ำนมปรับเปลี่ยน (Transitional milk)

ในระยะนี้จะเป็นระยะการเปลี่ยนจากหัวน้ำนมเป็นน้ำนมแม่ ในระยะนี้น้ำนมจะมีลักษณะขาวขึ้น  ซึ่งจะมีสารอาหารเพิ่มขึ้นทั้งไขมันและน้ำตาลที่มีปริมาณเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการของทารกเพิ่มมากขึ้น

น้ำนมระยะที่ 3 เรียกว่า ระยะน้ำนมแม่ (Mature milk)

ในระยะนี้น้ำนมของคุณแม่จะมีสีขาว ปริมาณน้ำนมที่ผลิตก็จะมีมากขึ้นด้วย น้ำนมจะประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ซึ่งได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแลคโตส

สารอาหารในน้ำนมแม่

โปรตีน

ส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำนมได้แก่ เคซีนชนิดเบต้า อัลฟาแลคตาบูมิน แลคโตเฟอริน (โปรตีนที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด) อิมมูโนโกลบูลิน A (IgA) (เพิ่มภูมิต้านทาน) ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย) และซีรัมอัลบูมิน พบว่าการรับประทานอาหารของแม่ไม่มีผลต่อปริมาณโปรตีนในน้ำนม

ไขมัน

ในน้ำนมประกอบด้วย ไขมันหลายชนิด ได้แก่ ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิดส์ โคเลสเตอรอล ไดกลีเซอไรด์ โมโนกลีเซอไรด์ กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัว (Long chain polyunsaturated fatty acids, LCPUFA) ได้แก่ DHA (docosahexaenoic acid) และ AA (Arachidonic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น ซึ่งไขมันในนมส่วนหลัง (Hind milk) อาจมีปริมาณมากกว่านมส่วนหน้า (Fore milk) มากถึง 3-5 เท่า

น้ำตาล

ชนิดที่พบในนมแม่คือ น้ำตาลแลคโตส พบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากจะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสสูงมากกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้นๆ (Human milk oligosaccharides, HMOs) ที่มีโมเลกุลของน้ำตาลประมาณ 3-32 โมเลกุล HMOs ของมนุษย์มีมากกว่า 200 ชนิดมากกว่าโอลิโกแซคคาไรด์ที่พบในนมวัวถึง 5 เท่า เป็นส่วนประกอบของน้ำนมที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากน้ำตาลแลคโตส และไขมัน HMOs ในนมแม่มีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามพบว่าทารกไม่สามารถย่อย HMOs ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว HMOs จึงเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะ ลำไส้เล็ก และถูกนำมาสะสมในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า HMOs ในนมแม่จัดเป็น พรีไบโอติก (Prebiotics) หรือแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเรียกว่าโพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายทารก แบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง ได้แก่ Bifidobacterium longum infantis แบคทีเรียนี้สามารถใช้ HMOs และสังเคราะห์กรดไขมันสายสั้นที่เป็นอาหารของเซลล์ทางเดินอาหารในทารก ทำให้เซลล์ทางเดินอาหารของทารกสร้างโปรตีนที่ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ

ที่มีในนมแม่ และสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น ถึงแม้ว่าปริมาณสารอาหารสำคัญในนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของทารก อย่างไรก็ตามปริมาณธาตุอาหารหลายชนิดในน้ำนมแม่อาจมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และร่างกายของแม่

นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายหลายชนิด สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารที่มีผลต่อกระบวนการ การทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ได้รับ ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในน้ำนมได้แก่ แอนติออกซิแดนท์ โกรทแฟคเตอร์ ที่เสริมสร้างการทำงานของระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนต่างๆ ที่ควบคุมการเจริญเติบโต และกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย รวมทั้งแฟคเตอร์ และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจก์ T-cells ลิมโฟไซต์ ไซโตคายน์ แอนติบอดีชนิดต่างๆ (IgA, IgG, IgM)

เอ็มเอฟจีเอ็ม(MFGM)

สารอาหารสมองที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบล่าสุดว่า เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้งดีเอชเอและเออาร์เอถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ เรียกว่า MFGM (Milk Fat Globule Membrane) ซึ่งนับเป็นสารอาหารสมองในประโยชน์ของนมแม่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) เพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาทเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง

ดีเอชเอ(DHA หรือ Docosahexaenoic Acid)

คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของไขมันในสมองและจอประสาทตา ซึ่งลูกจะได้รับโดยตรงจากนมแม่ ที่สำคัญ DHA ในน้ำนมแม่ยังเพิ่มขึ้นตามปริมาณอาหารที่คุณแม่รับประทานด้วย

ทอรีน (Taurine)

ทอรีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยบำรุงสมองและช่วยพัฒนาเรื่องการมองเห็นของลูกได้ดี

แลคโตเฟอร์ริน(Lactoferrin)

โปรตีนที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนในนมผสม ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ จับกับธาตุเหล็กในลำไส้ได้ ทำให้แบคทีเรียซึ่งต้องใช้โมเลกุลของธาตุเหล็กอิสระช่วยในการเจริญเติบโตไม่ สามารถเติบโตต่อได้ จึงช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ

ไลโซไซม์(Lysozyme)

เป็นเอนไซม์ที่มีในน้ำนมแม่มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่า มีฤทธิ์ย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย ทำให้เชื้อตาย แถมยังเติมลงในนมผงไม่ได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อนในขั้นตอนที่นำนมผงไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋องด้วย

เคล็ดลับการเลือกซื้อเสื้อผ้าทารก สำหรับคุณแม่มือใหม่

เพราะผิวของลูกน้อยบอบบาง ไวต่อการแพ้และมีอาการระคายเคืองได้ง่ายซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ คุณแม่จึงควรศึกษาก่อนซื้อเสื้อผ้าเด็กเล็กเพราะเมื่อลูกน้อยสบายใจและสบายตัว จะช่วยส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการที่ดีให้กับเขาได้ดังนั้นการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับทารกตัวน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เรามีรายละเอียดที่คุณแม่ควรใส่ใจในการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับทารกมาฝากกันค่ะ

เนื้อผ้า

สำหรับเสื้อผ้าเด็กอ่อน การเลือกเนื้อผ้าเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวทารกตลอดเวลา เนื้อผ้าที่หยาบกระด้างไม่อ่อนนุ่มอาจะส่งผลให้ผิวของทารกเกิดการระคายเคืองได้ โดยทั่วไปเส้นใยที่เหมาะจะนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน คือเส้นใยธรรมชาติเส้นใยที่นิยมนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก มีดังนี้

ผ้าป่าน  เป็นเนื้อผ้าที่ความโปร่งบาง ระบายอากาศได้ดี เหมาะเป็นชุดใส่สบายๆ อยู่บ้านสำหรับเด็กอ่อนและเด็กแรกเกิด ประเภทเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากเส้นใยป่านมากที่สุดก็จะเป็นชุดเด็กทารกแบบป้ายผูกหน้า หรือแบบผูกหลัง เป็นต้น ซึ่งเหมาะจะใส่ในช่วงหน้าร้อน 

ผ้าฝ้าย หรือที่มักเรียกว่า ผ้าคอตตอน คุณสมบัติเด่นก็คือ เป็นเนื้อผ้าเบา สวมใส่สบาย ระบายความร้อนและซึมซับเหงื่อได้ดีได้ดี มีความอ่อนนุ่ม และไม่ระคายเคืองต่อผิวทารก ซึ่งก็ถือเป็นเนื้อผ้าอีกประเภทที่นิยมทั้งเสื้อผ้าเด็กอ่อนสำหรับใส่อยู่บ้านและเสื้อผ้าแนวแฟชั่นสำหรับใส่ออกนอกบ้าน 

ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ (TC) เป็นผ้าฝ้ายที่ผสมใยสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางประการให้กับเนื้อผ้า เช่น ลดการยืดหรือหดของเนื้อผ้า หรือช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นต้นดังนั้นจึงมีราคาถูกกว่าผ้าทั้ง 2 ชนิดข้างต้น แต่มีข้อเสียคือเนื้อผ้าจะมีความห่างเป็นรูๆ เนื่องจากผ้าชนิดนี้ระบายความร้อนได้ไม่ดีนัก

ในช่วงฤดูร้อนคุณแม่ควรจะเลือกเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกบางเบา สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีและแห้งเร็ว เมื่อมีเหงื่อออกหรือน้ำนมหกเปื้อนจะไม่เกิดแบคทีเรียหรือกลิ่นอับชื้นที่อาจส่งผลให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย ควรเลือกเนื้อผ้าที่เป็นเส้นใยธรรมชาติ 100% ได้แก่เสื้อที่ทำจากเส้นใยป่านที่มีเนื้อผ้านุ่ม สบายต่อผิวลูกน้อย โปร่งบาง สวมใส่สบาย และระบายอากาศได้ดีส่วนผ้าใยฝ้ายหรือผ้าคอตตอน 100% ก็มีคุณสมบัติที่ไม่แตกต่างกันคือมีความอ่อนนุ่ม ระบายความร้อน ไม่ระเคืองต่อผิวทารก และทำความสะอาดง่าย

แบบของเสื้อผ้า

นอกจากการเลือกใช้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่มเป็นมิตรกับผิวของทารกน้อยแล้ว การให้เบบี๋ได้ใส่เสื้อผ้าอย่างสบาย โดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดถึง 3 เดือน ควรเลือกที่ใส่ง่าย และไม่ควรเลือกเสื้อที่สวมใส่ทางศรีษะ เพราะคอของทารกยังไม่แข็งแรง ดังนั้นชุดแบบป้ายผูกเชือกด้านหน้าจึงเป็นแบบที่เหมาะสมที่สุด เมื่อทารกเริ่มโตขึ้นแล้ว คุณแม่ก็สามารถเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย และสามารถเลือกเป็นเสื้อแขนสั้นหรือยาวให้ลูกน้อยใส่ตามโอกาสที่เหมาะสมได้ ส่วนในฤดูหนาวหรือหากลูกน้อยอยู่ในห้องปรับอากาศ ควรเลือกเสื้อผ้าที่หนานุ่มสบายผิวและให้ความรู้สึกอุ่นสบาย สำหรับลูกน้อยของคุณได้เลยค่ะ

เช็ดตาเด็กทารกอย่างไรให้ถูกวิธี

เพราะดวงตาของทารกเป็นส่วนที่บอบบางและติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะตอนที่มีเชื้อไวรัสแพร่ระบาด คุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการดูแลดวงตาของลูกน้อย รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปลอดภัย และมั่นใจได้ มาเป็นผู้ช่วยในการดูแลความสะอาดให้น้องมากเป็นพิเศษ เช่น สำลีก้อนสเตอไรส์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ (Medical grade sterilization) สำหรับเช็ดรอบดวงตาของเจ้าตัวเล็กโดยเฉพาะ น้ำเกลือที่สะอาดปราศจากเชื้อ เพื่อให้คุณแม่วางใจได้ว่าจะสามารถปกป้องเจ้าตัวเล็กจากเจ้าเชื้อโรคร้ายได้อย่างแน่นอน

วิธีเช็ดทำความสะอาดตาทารก

  • เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดรอบดวงตาให้พร้อม ประกอบด้วย สำลีสำลีก้อนสเตอไรส์ สำหรับเช็ดตา (Sterile Eye Cotton Balls) น้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือน้ำต้มสุกอุณหภูมิปกติ ผ้าห่อตัวทารก
  • ใช้ผ้าห่อตัวทารกบริเวณลำตัวและคลุมถึงส่วนคอทารก
  • ก่อนเช็ดตาให้ทารกควรตัดเล็บให้สั้น และล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำ หลังจากนั้นเช็ดมืให้แห้ง
  • ใช้สำลี 2 ก้อนแรก ชุบน้ำเกลือหรือน้ำต้มสุกที่เตรียมไว้ บีบให้พอหมาด
  • ใช้สำลีก้อนที่ 1 เช็ดจากหัวตาไปหางตา โดยเช็ดครั้งเดียวแล้วทิ้ง ห้ามเช็ดย้อนกลับเพราะอาจทำให้ตาติดเชื้อได้
  • ใช้สำลีก้อนที่ 2 เช็ดจากหัวตาไปหางตาอีกข้างในลักษณะเดียวกัน
  • หากยังไม่สะอาดให้ใช้สำลีก้อนใหม่เช็ดทำความสะอาดตาซ้ำอีกครั้ง

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีขี้ตามมากผิดปกติ ตาแฉะ น้ำตาไหล มักเกิดจากท่อน้ำตาอุดตันในทารกแรกเกิด การนวดตาบ่อยๆ จะช่วยลดความรุนแรงอาการได้ แต่หากเยื่อบุตาอักเสบ บวม หรือแดง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การตรวจสุขภาพเด็ก

การตรวจสุขภาพสำหรับกลุ่มวัยเด็ก เป็นการตรวจร่างการทั่วไปเพื่อประเมินการเจริญเติบโต และการติดตามพัฒนาการด้านต่างๆเป็นระยะๆ การส่งเสริมทักษะและสุขนิสัยที่ดี รวมถึงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเด็ก

การตรวจสุขภาพทารกแรกเกิด – 7 วัน

นอกจากการตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว แพทย์จะทำงานประเมินภาวะตัวเหลือง เจาะเลือดตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์ดมนไทรอยด์ ให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และให้วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดู และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในทารกแรกเกิด เป็นต้น


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 0 – 6 เดือน

ควรได้รับการตรวจประเมินได้การได้ยิน 1 ครั้ง


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 6 – 12 เดือน

  • ควรได้รับการตรวจระดับความเข้มข้นของเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีดจาการขาดธาตุเหล็ก อย่างน้อย 1 ครั้ง
  • ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟัน 1 ครั้ง
  • ตรวจคัดกรองภาวะตาเข ภาวะข้อสะโพกหลุด และความผิดปกติขิงอวัยวะเพศ


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 2 – 4 ปี

  • ควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการ 1 ครั้ง


การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 3 – 6 ปี

  • ควรได้รับการตรวจวัดสายตา และความดันโลหิต 1 ครั้ง
  • ควรได้รับการตรวจระดับความเข้มข้นของเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก อีก 1 ครั้ง

การตรวจสุขภาพเด็กอายุ 8 ปี และ 10 ปี

  • ควรได้รับการตรวจวัดสายตา และความดันโลหิต ช่วงอายุละ 1 ครั้ง

แหล่งที่มา :ชุดความรู้การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน