Social Distance ระยะห่างทางสังคม หยุดวงจรการระบาด COVID-19

Social Distancing

ในเวลานี้ Social Distancing กลายเป็นคำคุ้นหูที่กล่าวถึงกันมากในสังคมปัจจุบัน เป็นมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งหมายถึงการรักษาระห่างระทางสังคม โดยการทิ้งระยะห่างจากคนอื่น 1-2 เมตรและหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ลดจำนวนครั้งของการสัมผัสใกล้ชิดกัน งดกิจกรรมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นไม่ไปเรียนหรือไปทำงาน ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะหรือแท๊กซี่ ไม่ไปพบปะสังสรรค์ เข้าสังคม ทำกิจกรรม หรือไปที่คนพลุกพล่าน ไม่ไปช๊อปปิ้งซื้อของ ไม่ออกเที่ยว เน้นอยู่บ้านให้มากที่สุด เป็นต้น ซึ่งมาตรการนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาอนามัยส่วนบุคคลที่ดี

จากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ซึ่งรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ปรับพฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวกลับส่งผลให้เกิดการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดของคนเป็นจำนวนมาก และนั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังครอบครัวและผู้คนในชุมชนได้ เฝ้าระวังอาการตัวเองอยู่กับบ้านถือเป็นการตัดสินใจเชิงจริยธรรมเพราะเราก็คงไม่อยากเอาเชื้อไปติดคนอื่น เพื่อปกป้องตนเองและเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นะคะ

อนามัยส่วนบุคคล ปฏิบัติตัวอย่างไร ให้ห่างไกลจาก COVID-19

1.ดูแลอนามัยส่วนบุคคลด้วยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ อย่างถูกวิธี เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือถูมือด้วยแอลกอฮอร์เจล ให้ทั่วมือ

2.ใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากเวลาไอจาม หรือใช้ต้นแขนด้านในปิดปากและจมูกเวลาไอจามกรณีไม่มีกระดาษทิชชู

3.ห้ามใช้มือสัมผัสหน้า โดยเฉพาะการขยี้ตาม แคะจมูก จับบริเวณปาก ซ่องเป็นช่องทางการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

4.สาวหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องเข้าสู่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก

5.เว้นระยะห่างจากคนอื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร ลีกเลี่ยงการรับเชื้อจากการไอจาม และสัมผัสจากบุคคลอื่น เพื่อความปลอดภัย

6.หยุดอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือการรับเชื้อจากบุคคลอื่น

Home Quarantine “เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ปฏิบัติตัวอย่างไร”

สำหรับคนที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด หรือพื้นที่เสี่ยงที่มีรายงานการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง หากมีไข้ให้งดการเดินทางไว้ก่อนและเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที และสำหรับคนที่เดินทางกลับต่างจังหวัด หรือพื้นที่เสี่ยง เมื่อเดินทางถึงภูมิลำเนาแล้ว ให้เฝ้าระวังอาการตัวเองอยู่กับบ้าน เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หรือที่เรียกว่า กักกันโรค ( Quarantine ) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากคนที่โดยการปฏิบัติตนดังนี้

1.วัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน หากพบว่าอุณหภูมิมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย หายใจลำบากให้ไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งที่หมายเลข 1422

ล้างมือ

2. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หากไม่มีน้ำและสบู่ ให้ลูบมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

3. ปิดปากปิดจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ จาม หรือหากกระทันหันไม่มีกระดาษทิชชู่ ให้ปิดปากและจมูกด้วยต้นแขนด้านในเวลาไอจามเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในอากาศ

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ และ หญิงตั้งครรภ์ ควรอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 1 – 2 เมตร หรือ 1 – 2 ช่วงแขน หรือใช้เวลาพบปะผู้อื่นให้สั้นที่สุด

5. แยกห้องนอน ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว โทรศัพท์ รวมทั้งให้แยกทำความสะอาดด้วย

6. แยกการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานร่วมกับคนในครอบครัว โดยการจัดให้อาหารและมีน้ำดื่ม  แยกเฉพาะ แยกอุปกรณ์การรับประทานอาหาร เช่น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ เป็นต้น

แยกภาชนะ

7.เก็บล้างภาชนะ ด้วยน้ำยาล้างจานให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง และจัดเก็บแยกจากบุคคลอื่นในครอบครัวอย่างชัดเจน

8. ให้แยกขยะเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก ภาชนะใส่อาหารแบบใช้ครั้งเดียว เป็นต้น และแยกขยะที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ซึ่งในแต่ละวันให้เก็บรวบรวมและทำลายเชื้อโดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น และทำลายเชื้อโดยราดด้วยน้ำยาฟอกขาว แล้วมัดปากถุงให้แน่น นำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป  

9. แยกการใช้ห้องส้วมกับคนในครอบครัว  หากแยกไม่ได้ ควรใช้ห้องส้วมเป็นคนสุดท้าย และให้ทำความสะอาดทันทีหลังใช้ส้วม ให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกดชักโครกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

10. ทำความสะอาดพื้นผิวบริเวณห้องพักด้วยน้ำยาซักผ้าขาว 100 มิลลิลิตร หรือผงโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ 5 กรัมผสมน้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากัน ทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

11. งดกิจกรรมนอกบ้าน งดการสังสรรค์ งดไปในที่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานบวช งานแต่ง หรืองานกิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

12. งดใช้ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนแออัดกันเป็นจำนวนมาก และในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ราวจับ เช่นในรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครมีเชื้อไวรัสอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนมีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ หรือที่เรียกว่าพาหะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางของการแพร่กระจายเชื้อได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านก็จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองในขณะนี้

สวมหน้ากากอนามัย

13. ใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้ง หากมีความจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องพบปะผู้อื่น ซึ่งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทันที

14. ติดตามสถานการณ์ข่าวสารการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

เพียงแค่เราคอยป้องกันตัวเอง และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ก็จะสามารถช่วยให้ตัวเราเอง คนที่เรารักและคนในสังคมปลอดภัย ลดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19ได้แล้วคะ

Novel Coronaviris 2019 ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

ภาพโดย Gerd Altmann จาก Pixabay

เป็นความจริงที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า ในขณะที่มนุษย์เรากำลังมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีรอบตัวให้ก้าวหน้าและทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสะดวกสบายในด้านต่างๆ และเเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนั้น  เชื้อโรคเองก็มีการปรับตัวและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆให้มีความแข็งแกร่งเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการรายงานว่ามีโรคอุบัติใหม่ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ บางครั้งเกิดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงจนสามารถคร่าชีวิตของมนุษย์ได้แม้ว่าจะมีความเจริญก้าวหน้าการทางการแพทย์มากแล้วก็ตาม 

ภาพโดย ANTHR_Photoblog จาก Pixabay

มาทำความรู้จักจาก Novel Coronaviris 2019

อย่างกรณีล่าสุดนี้ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา มีรายงานจากประเทศจีน ว่าพบการระบาดของโรคจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบระยะฟักตัวของโรค และไม่ทราบอาการที่แน่ชัด แต่โดยส่วนใหญ่จะพบว่าทำให้เกิดอาการปอดอักเสบ ในวันที่ 15 มกราคม 2020 มีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกและมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดอีกจำนวน 7 ราย ในประเทศจีน และจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าเชื้อสาเหตุโรคปอดอักเสบจากจีนคือเชื้อในกลุ่ม Coronavirus ซึ่งจริงๆเชื้อในกลุ่มนี้มีมากมายหลายสายพันธุ์ มีทั้งทำให้เกิดอาการไข้หวัดธรรมดา ที่ใครๆก็เป็นได้ หรือ บางสายพันธุ์มีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เช่น โรคซาร์ส (SARS) สำหรับเชื้อต้นเหตุในครั้งนี้ เป็นเชื้อใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน ทางองค์การอนามัยโลกจึงใช้ชื่อว่า Novel Coronavirus 2019 

ความเสี่ยงของการระบาดของ Novel Coronaviris 2019ในประเทศไทย

ภาพโดย Jan Vašek จาก Pixabay

สำหรับความเสี่ยงของการระบาดของ Novel Coronaviris 2019 มายังประเทศไทยนั้น พบว่ามีการเดินทางจากสายการบินตรงจากเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน มายังประเทศไทยมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที ถึงกรุงเทพมหานคร และมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยวันละ 1,200 คน ส่วนคนจีนเดินทางมาประเทศไทยปีละประมาณ 10 ล้านคน จากประชากรประมาณ 1,400 ล้านคนและมีคนไทยเดินทางไปประเทศจีนประมาณปีละ 7 แสนคน และอยู่อาศัยในประเทศจีนประมาณ 12,000 คน โดยเป็นนักเรียนนักศึกษาประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งเมืองอู่ฮั่นมีนักศึกษาไทยไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

ประเทศไทยรับมือ Novel Coronaviris 2019 อย่างไร

จากข่าวการเกิดโรคและความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันควบคุมโรค Novel Coronaviris 2019 ดังนี้

1. ทำการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศใน 4 ท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต 

2. ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น 

3. ให้ความรู้ประชาชนในการปฏิบัติตัวและเพิ่มการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน โดยเมื่อพบนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422 ทันที

การรับมือ Novel Coronaviris 2019 ส่วนบุคคล

1.ควรติดตามข่าวสารการระบาดของโรคอยู่เป็นระยะ โดยติดตามได้ที่ website ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

2.ล้างมือด้วยน้ำและน้ำสบู่ เป็นประจำ หรือทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล

3.หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น หากจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันร่างกาย

ภาพโดย silviarita จาก Pixabay

4.สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยการ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

วิธีป้องกันตนเองเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ

เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีประกาศจำกัดการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว เพียงแต่ควรเฝ้าระวังการติดเชื้อ เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโคโรน่าไวรัส  และหากมีความจำเป็นที่ต้องเดินทางไปในสถานที่ที่มัความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคNovel Coronaviris 2019 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

1.ติดตามข่าวสารการระบาดของโรค ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศเสมอ เพื่อให้สามารถวางแผนการหลีกเลี่ยงกับการระบาดของโรคได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ US CDC Travel Notice 

2.ระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันร่างกาย

ล้างมือ
ภาพโดย jacqueline macou จาก Pixabay

3.ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

4.ไม่นำมือมาสัมผัส ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น

5.ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

6.รับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ปลุงสุก

6.รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ

7.หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย 

8.หลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน หากมีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางเสมอ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

เพียงแค่เราตระหนักถึงการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำข้างต้น ก็สามารถมั่นใจได้ว่าการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ปลอดภัย ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุแน่นอนค่ะ

 

หยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น ป้องกันได้อย่างไร?

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA)

นอนหลับ

เกิดขึ้นในขณะการนอนหลับ โดยกล้ามเนื้อที่คอยทำหน้าที่ตึงตัวขยายทางเดินหายใจในช่องคอจะหย่อนตัวลง ทำให้ทางเดินหายใจส่วนต้นตีบแคบ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดออกอิเจนเป็นช่วงๆ และการหยุดหายใจจะสิ้นสุดโดยการตื่นตัวของสมองเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ซึ่งสามารพบภาวะนี้ได้ในคนทุกเพศทุกวัย ในเด็กพบในคนที่มีต่อมทอนซิลและอดีนอยด์โต มีปัญหาโครงสร้างใบหน้า หรือเด็กอ้วน ส่วนในผู้ใหญ่พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักจะพบในวัยทองและคนอ้วน

สัญญานเตือนภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA)

ง่วงนอน

1.ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน บางครั้งอาจเผลอหลับในสถานการณ์ที่ไม่สมควร เช่น นอนหลับในห้องเรียน ขณะการทำงาน การประชุม หรือขณะการขับรถ เป็นต้น

2.ไม่มีสมาธิในการทำงาน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่าย วิตกกังวล หรือซึมเศร้า จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือผลการเรียนแย่ลง

3.ตื่นนอนตอนเช้าไม่สดชื่น หรืออาจจะมีอาการปวดศรีษะ และต้องการนอนต่ออีกเป็นประจำ

4.ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

5.ความต้องการทางเพศลดลง

6.บุคคลใกล้ชิดสังเกตเห็นได้ว่า มีอาการนอนกรนเสียงดังเป็นประจำ ขณะนอนหลับมีการหยุดหายใจ โดยอาจหายใจแรง เสียงดังเป็นพักๆสลับกับนิ่งเงียบ แล้วหายใจเฮือกเหมือนสำลักน้ำลาย

หากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เพื่อรับการตรวจการนอนหลับ ( polysomnography, PSG ) เพื่อวินิจฉัยและรักษาต่อไป

สถานรับบริการตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติจากการนอนหลับ

ศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการรุณย์

ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ศูนย์โรคการนอนหลับ สถาบันทรวงอก กรมการแพทย์

ศูนย์วิเคราะห์สุขภาพการนอนหลับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คลินิกโรคนอนหลับและระบบประสาท โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ จังหวัดชลบุรี

ศูนย์ตรวจวินิจฉัยโรคจากการนอนหลับ โรงพยาบาลอุดรธานี

ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชัก โรงพยาบาลกรุงเทพ

ศูนย์คุณภาพการนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ศูนย์โรคความผิดปกติการหลับ โรงพยาบาลนนทเวช

ศูนย์ตรวจและวิเคราะห์คุณภาพการนอนหลับ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต

คลินิกตรวจรักษาปัญหาการนอน โรงพยาบาลมนารมณ์

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น ป้องกันได้อย่างไร?

คำแนะนำในการปฏิบัติโดยทั่วไป

1.ควบคุมน้ำหนัก ให้ค่าดัชนีมวลกาย( BMI ) อยู่ในเกณฑ์ปกติ และลดน้ำหนักในรายที่มีน้ำหนักเกิน จะช่วยให้การกรนลดลงและนอนหลับได้ดีขึ้น

2.ออกกำลังการอย่างน้อย 30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ จะช่วยให้ร่างการแข็งแรงและนอนหลับได้ดีขึ้น

3.พยายามนอนในท่าตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนหงาย จะช่วยทำให้การนอนกรนลดลง

4.หลีกเลี่ยงการรับประทานยานอนหลับ เพราะจะกดการหายใจ ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้นมากขึ้น

5.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วง 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะแอลกอฮล์จะทำให้รูปแบบการนอนผิดปกติไปไม่ต่อเนื่อง

6.ไม่ควรขับรถขณะง่วงนอนเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

อ้างอิง : ศูนย์โรคการนอนหลับ สถาบันทรวงอก

นอนกรน…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

การนอน

การนอนกรนนอกจากจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆคนที่มีคู่นอนเคียงข้างเพราะเสียงกรนนั้นจะมีผลกระทบต่อการนอนของคนรอบข้างทำให้นอนหลับยากหรือนอนหลับๆตื่นๆแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเองอีกด้วย เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลายอย่างตามมา แต่บางคนมักคิดว่าการนอนกรนเป็นเรื่องปกติ เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและถูกมองข้ามเพราะความเคยชิน ทั้งที่จริงแล้วการนอนกรนเป็นภาวะผิดปกติของการนอนหลับอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม

ในขณะที่เรานอนหลับ กล้ามเนื้อที่คอยทำหน้าที่ตึงตัวและช่วยขยายทางเดินหายใจในช่องคอจะหย่อนตัวลง ภาวะนี้เองทำให้ทางเดินหายใจแคบและทำให้เกิดเสียงกรน ซึ่งบ่งบอกถึงการพยายามออกแรงหายใจเข้าผ่านทางเดินหายใจที่แคบ เป็นสัญญาณว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นการแก้ไขหรือรักษาจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนเป็นลำดับแรก

ประเภทของการกรน

1.การนอนกรนธรรมดา 

มีผลกระทบได้บ้างในระยะยาวต่อตัวผู้ป่วยเอง โดยอาจทำให้เส้นเลือดสมองที่คอซึ่งไปเลี้ยงสมองหนาตัวขึ้นรวมทั้งยังอาจส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคู่นอนทำให้รบกวนการนอนหรือนอนหลับยากอีกด้วย      

2.การนอนกรนอันตราย 

คือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย หรือที่เรียกว่าภาวะการหยุดหายใจขนะนอนหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA) ซึ่งจะสังเกตได้ว่า คนที่นอนกรอนจะมีช่วงที่กรนเสียงดังและค่อยสลับกันเป็นช่วงๆ หากสังเกตอย่างใกล้ชิดจะพบว่าผู้ที่กรนจะหยุดหายกรนไปชั่วขณะหนึ่ง ช่วงนั้นเองที่มีการหยุดหายใจเกิดขึ้น และเมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลงถึงระดับหนึ่งจากการหยุดหายใจ ร่างกายจะมีกลไกตอบสนองภาวะนี้ โดยจะทำให้การหลับของคนที่กรนนั้นถูกขัดขวางทำให้ตื่นขึ้น โดยจะมีอาการเหมือนสะดุ้งเฮือก หรืออาการเหมือนสำลักน้ำลายตนเอง แล้วก็กลับมาเริ่มกรนใหม่ ทำให้การนอนขาดตอนเป็นช่วงๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและเกิดอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่  นอนหลับในขณะขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

การตรวจการนอนหลับ

การตรวจการนอนหลับ (Sleep Lab) เป็นการตรวจวินิจฉัยเพื่อค้นหาความผิดปกติจากการนอนหลับ เช่น ภาวะกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนละเมอ นอนขากระตุก และการนอนกัดฟัน เป็นต้น

การเข้ารับการตรวจประเมินเพื่อแยกประเภทการนอนกรน และบอกความรุนแรงของโรคจึงเป็นสิ่งที่ควรไม่ควรมองข้าม เพราะจะสามารถบอกได้ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือน้อยเพียงใด เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ดีขึ้น ลดโอกาสของการเกิดโรคต่างๆที่จะตามมาอีกด้วย

อ้างอิง : ภาวะหยุดหายใจจากการนอนหลับจากการอุดกั้น. สถาบันทรวงอก

:โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA). โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

:นอนกรน อันตรายกว่าที่คิด. โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์

:นอนกรน เสี่ยง! หยุดหายใจขณะหลับ. โรงพยาบาลกรุงเทพ

มาทำความรู้จัก ‘โรคไบโพลาร์’

โรคไบโพลาร์
Depressive Episode

หลายๆคนอาจเคยได้ยินชื่อโรคไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์แปรปรวน กันมาบ้างแล้ว ซึ่งโรคนี้ถือเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะอาการของอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คุ้มดีคุ้มร้าย บางช่วงมีความสุข คึกคัก อีกบางช่วงจะมีอารมณ์เศร้า บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา คนเราก็มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ กันได้บ้าง เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนที่เป็นโรคไบโพลาร์อาจมีอาการณ์รุนแรงจนถึงขั้นฆ่าตัวตายได้เลยทีเดียว แต่ถ้าหากเรารู้จักและเข้าใจโรคนี้มากพอ ก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน

โรค “ไบโพลาร์” สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งถือเป็นปัจจัยหลัก เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เมื่อคนกลุ่มนี้เจอมรสุมชีวิต เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ จุดพลิกผันในชีวิต เช่น สูญเสียคนที่รัก ตกงาน เจ็บป่วย ความเครียด หรือการใช้ยาเสพติด ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการได้ ส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการในผู้ใหญ่ แต่ในปัจจุบันแนวโน้มอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ

อาการแสดงของโรคไบโพลาร์

มาทำความรู้จัก โรค“ไบโพลาร์” กันให้มากขึ้นกันดีกว่า เพื่อที่เราจะได้สังเกตุอาการและสามารถช่วยเหลือคนใกล้ชิดที่มีปัญหานี้ได้ทันเวลานะคะ อาการที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนคือภาวะอารมณ์สองขั้ว ดังนี้

Manic Episode

ภาวะคุ้มคลั่ง (Manic Episode)


จะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน คึกคักเกินเหตุ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ขยันสุดๆ ชอบพูด ชอบคุย พูดเสียงดัง บ้าพลัง แต่งตัวสีสันฉูดฉาด ช้อปปิ้งกระจาย คิดเร็ว ทำเร็ว หรือฉุนเฉียว ก้าวร้าว

ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode)


จะขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าคิดตัดสินใจ ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง อ่อนเพลีย ป่วยบ่อยๆ แต่หาสาเหตุไม่เจอ เก็บตัว ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หมดหวังกับชีวิต

ซึ่งเราอาจจะสังเกตจากพื้นฐานพฤติกรรม เช่น ถ้าเคยเป็นคนเรียบร้อยมีเหตุผล กลายเป็นคนแต่งตัวเปรี้ยว พูดเก่ง เกรี้ยวกราด หรือจากคนที่พูดเก่ง ชอบทำงาน ชอบสังคม กลายเป็นคนซึมเศร้า ไม่อยากลุกจากที่นอน เบื่อสังคม ขาดงานบ่อย ไม่ดูแลตัวเอง หรือป่วยไม่เจอสาเหตุ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าป่วย ควรพาไปพบแพทย์และอย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

ไบโพลาร์สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการกินยาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุดคือญาติ คนใกล้ชิดและสังคม จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา ควรเตรียมตัวให้พร้อม เข้มแข็ง รวมทั้งให้โอกาสและลดอคติ หรือที่เรียกว่า “วัคซีนใจ” เพื่อให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

อย่าลืมใส่ใจและดูแลคนใกล้ชิดรอบๆตัวคุณนะคะ

โรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม รู้ไว้…ป้องกันได้

โรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม

เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเกือบทุกปี และเกิดได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากธรรมชาติ ได้แก่ ฝนตกหนัก น้ำท่าล้นตลิ่ง และอิทธิพลน้ำทะเลหนุน หรือมาจากการกระทำของมนุษย์เอง ได้แก่การตัดไม้ทำลายป่า การพัฒนาชุมชนการทำลายคันป้องกันน้ำท่วมและ การสูบน้ำบาดาล ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ประสบภัยทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ แล้วยังส่งผลต่อสุขภาพ อาจเกิดโรคระบาด และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

ซึ่งการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย วันนี้เราจึงขอแนะนำถึงสาเหตุของโรคและภัยสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ระมัดระวังและป้องกันปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะในหมู่เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 

1.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

คือ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม

อาการ คัดจมูก มีน้ำมูก ไอ จาม เจ็บคอ มีไข้ ปวดศีรษะ คลั่นเนื้อคลั่นตัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

วิธีป้องกัน

  • ดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ไม่สวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น เช็ดตัวให้แห้งอยู่เสมอ และสวมเสื้อผ้าให้หนาพอหากอากาศเย็น
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด
  • ปิดปากและจมูกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูเวลาไอ หรือจาม
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่

2.กลุ่มโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

คือ โรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง

อาการ ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด ปวดท้อง คลื่นไส้

วิธีป้องกัน

  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด ไม่บูดเสีย อาหารกระป๋องยังไม่หมดอายุ กระป๋องไม่บวมหรือเป็นสนิม
  • ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก น้ำขวด
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนปรุงและเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
  • ห้ามถ่ายอุจจาระลงน้ำโดยตรง ให้ถ่ายลงในถุงพลาสติก แล้วใส่ปูนขาว จำนวนพอสมควร ปิดปากถุงให้แน่น แล้วนำไปใส่ในถุงดำ (ถุงขยะ)

3.กลุ่มโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วม

คือ โรคไข้ฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคน้ำกัดเท้า และ โรคตาแดง

อาการโรคฉี่หนู มีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณ น่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางรายมีอาการตาแดง มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน

วิธีป้องกันโรคฉี่หนู

  • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำย่ำโคลนโดยไม่จำเป็น
  • ถ้ามีบาดแผลต้องป้องกันไม่ให้สัมผัสถูกน้ำโดยสวมรองเท้าบู๊ทยาง
  • หากต้องลุยน้ำย่ำโคลนต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งอยู่เสมอโดยเร็วที่สุด

โรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก ไข้สูงลอย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆตามลำตัว แขน ขา อาจมีอาการปวดท้อง กดเจ็บ เนื่องจากมีภาวะตับโต

วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • ระวังอย่าให้ยุงกัดในเวลากลางวันโดยนอนในมุ้ง ทายากันยุง
  • กำจัดลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านทุกสัปดาห์ โดยปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ คว่ำหรือทำลายภาชนะไม่ให้มีน้ำขัง

โรคน้ำกัดเท้า

อาการโรคน้ำกัดเท้า เท้าเปื่อยและเป็นหนอง คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอก เป็นขุย มีผื่นพุพองผิวหนังอักเสบบวมแดง

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำย่ำโคลนโดยไม่จำเป็น
  • ถ้ามีบาดแผลต้องป้องกันไม่ให้สัมผัสถูกน้ำโดยสวมรองเท้าบู๊ทยาง
  • หากต้องลุยน้ำย่ำโคลนต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งอยู่เสมอโดยเร็วที่สุด

โรคตาแดง

อาการโรคตาแดง ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง อาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้างหนึ่ง

วิธีป้องกัน

  • ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาต้องรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ไม่ควรขยี้ตา อย่าให้แมลงตอมตา และไม่ควรใช้สายตามากนัก
  • ผู้ป่วยโรคตาแดงควรแยกจากคนอื่นๆ และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับคนอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาด

ภัยสุขภาพที่ต้องระวัง

อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นช่วงน้ำท่วม ได้แก่ ไฟดูด จมน้ำ การบาดเจ็บจากการเหยียบของแหลมหรือของมีคม อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ซึ่งหนีน้ำมาหลบอาศัยในบริเวณบ้านเรือน

วิธีป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม

การปฏิบัติ

1.ไม่ทิ้งขยะทุกชนิด หรือขับถ่ายของเสียลงน้ำท่วมขัง ให้ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลลงในถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้แน่นแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง

2.อย่าปล่อยให้เด็กเล็กลงเล่นน้ำโดยลำพัง เพราะเด็กอาจจมน้ำและช่วยเหลือไม่ทัน หรือถูกสัตว์มีพิษที่หนีน้ำมากัด ต่อยได้

3.หากน้ำท่วมขังกระเด็นเข้าตาหรือมีฝุ่นละอองเข้าไปในตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างหน้าและดวงตาให้สะอาด

4.รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง

5.หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน ควรใส่รองเท้าบู๊ททุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วม รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งทันที

6. ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัทเอาท์ตัดไฟฟ้าในบ้าน ก่อนที่น้ำจะท่วมถึง

7.จัดเก็บวัตถุแหลมคมในบริเวณอาคารบ้านเรือน และตามทางเดินอย่างสม่ำเสมอ

อ้างอิง เตือน!!โรคที่มากับน้ำท่วมและสัตว์มีพิษ. https://www.thaihealth.or.th

https://www.hfocus.org

https://ddc.moph.go.th

การประเมินภาวะหกล้มในผู้สูงอายุ

ผู้สูงวัยมีความเสี่ยงแค่ไหนที่จะล้ม

ผู้สูงวัย…เสี่ยงแค่ไหนที่จะล้ม

ผู้สูงอายุหกล้มถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการหกล้มเกิดขึ้นในผู้สูงอายุแม้เพียง 1 ครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเลยทีเดียว  การล้มในผู้สูงอายุ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาด้านการทรงตัว ปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม การใช้รองเท้าที่ไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้สูงอายุแต่ละคนมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม มากน้อยเพียงไหน วันนี้เราลองมาทำการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุเพื่อหาแนวทางป้องกันก่อนที่จะเกิดการหกล้มกันดีกว่าค่ะ

การประเมินภาวะหกล้มในผู้สูงอายุ

ให้ผู้สูงอายุตอบถามต่อไปนี้ และทำเครื่องหมาย ถูกในข้อที่ตรงกับตัวผู้สูงอายุ ดังนี้

เกี่ยวกับตัวท่านเอง

1.ก่อนหน้านี้คุณเคยหกล้มหรือเคยบาดเจ็บจากการหกล้มมาก่อนหรือไม่   

2.รู้สึกว่าแขน-ขาไม่ค่อยมีแรงหรือไม่  

3.คุณไม่กล้าทำกิจวัตรประจำวันหรือไม่กล้าออกกำลังกายเพราะกลัวการหกล้มหรือไม่  

4.คุณเคยมีปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือไม่ 

 5.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่มือคุณลดลงหรือไม่  

6.ความสามารถในการมองเห็นของคุณลดลงหรือไม่ หรือมีปัญหาการกะระยะลึก-ตื้นและการมองในที่มืดหรือไม่  

8.คุณเคยมีปัญหาการสูญเสียการได้ยินหรือไม่  

9.คุณมีอาการหน้ามืดขณะเปลี่ยนท่าทางหรือไม่  

10.เท้าของคุณมีแผล ตาปลา นิ้วหัวแม่เท้าเอียง หรือนิ้วเท้าผิดรูป ที่ทำให้เวลาเดินแล้วเจ็บหรือต้องเปลี่ยนลักษณะการเดินหรือไม่  

11.คุณรู้สึกไม่มั่นคงเวลาเดินหรือไม่  

การใช้ยา

12.คุณใช้ยานอนหลับยาที่มีผลต่อจิตประสาทยาต้านซึมเศร้าหรือไม่ (เช่น alprazolam, diazepam, amitriptyline)  

สภาพแวดล้อมในบ้าน

บริเวณพื้นบ้าน

13.พื้นบ้านมีพรม เสื่อ ผ้ายาง หรือผ้าปูรองพื้นหรือไม่  

14. พื้นบ้านมีข้าวของวางเกะกะหรือไม่   

15.พื้นบ้านมีสายไฟ สายโทรศัพท์หรือสายพ่วงต่อพาดผ่านหรือไม่  

บริเวณขั้นบันได

16.ตามขั้นบันไดข้าวของวางเกะกะอยู่หรือไม่ 

17.บริเวณบันไดมีแสงสว่างไม่เพียงพอหรือไม่

18.บริเวณบันไดมีสวิตช์เพียงตัวเดียวหรือไม่ (มีสวิตช์อยู่แค่ชั้นบน หรือชั้นล่างเท่านั้น) 

19.บริเวณบันไดมีผ้าหรือพรมเช็ดเท้าอยู่หรือไม่

20.ราวบันไดหลวมหรือ ชำรุดหรือไม่ / มีราวบันไดเพียงด้านเดียวหรือไม่ 

ห้องครัว

21.ของที่ต้องใช้บ่อยภายในห้องครัว มักวางไว้บนชั้นสูงๆหรือไม่ 

ห้องน้ำ

22.พื้นห้องน้ำ หรืออ่างอาบน้ำลื่นหรือไม่  

23.คุณต้องมีคนช่วยเวลาเข้าหรือออกบริเวณอาบน้ำ หรือเวลาใช้ส้วมหรือไม่  

ห้องนอน

24.สวิตช์ไฟหัวเตียงเอื้อมถึงยากหรือไม่   (เอื้อมไม่ถึง หรืออยู่ในจุดที่เปิด-ปิดยาก) 

25.ทางเดินระหว่างเตียงไปห้องน้ำไม่มีแสงสว่างพอหรือไม่ 

ยิ่งข้อที่ตอบว่า “ถูก” มีมาก เท่าไหร่ ความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ตามจำนวนเท่านั้น  ซึ่งเราสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้ การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจาก : ยากันล้ม คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

โรคตุ่มน้ำพอง เพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid)

จากกรณีที่นักแสดงชื่อดังของไทย ป่วยด้วยอาการผิวหนังมีตุ่มน้ำ ล่าสุดทางโรงพยาบาลแถลง เป็นโรคตุ่มน้ำพอง วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักโรคนี้เพื่อความเข้าใจและร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคนี้กันนะคะ

โรคตุ่มน้ำพองหรือโรคเพมฟิกอยด์ ( Bullous pemphigoid) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อย แต่ไม่ใช่โรคหายาก ในรอบ 5 ปี กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง จำนวน 1,371 ราย  โรคตุ่มน้ำพองมักพบในผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีอาการคล้ายคลึงกับโรคแพมฟิกัส  ซึ่งโรคตุ่มน้ำพองไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดจากภูมิเพี้ยน เนื่องจากร่างกายจากที่เคยมีภูมิต้านทานคอยป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ  แต่บางครั้งภูมิเกิดเพี้ยนกลับมาทำอันตรายกับร่างกายตัวเองจนเกิดเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง 

สาเหตุโรคตุ่มน้ำพอง

สาเหตุ เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดการสร้างสารโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินไปทำลายการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกตัวของผิวหนัง ในชั้นหนังกำพร้า หรือบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้ 

อาการโรคตุ่มน้ำพอง

อาการ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดง คัน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆกัน ตุ่มพองจะเต่งตึง แตกได้ยาก เนื่องจากการแยกตัวของผิวหนังอยู่ในตำแหน่งที่ลึก มักพบตุ่มพองมากที่ผิวหนังในตำแหน่งท้องส่วนล่าง แขนขาด้นใน ข้อพับหรือเยื่อบุต่างๆ เช่น ในปาก เป็นต้น โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง อาจแตกออกเป็นแผลถลอก ผิวหนังหลุดออก อาจมีตุ่มน้ำขึ้นเป็นๆหายๆในระยะเวลา 2-3 ปี และสามารถหายเป็นปกติได้

การรักษาโรคตุ่มน้ำพอง

การรักษา การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทา จะใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยทีมีตุ่มน้ำเฉพาะที่ ส่วนกรณีที่มีตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกายการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน หรือร่วมกับยากดภูมิต้านทานจะช่วยควบคุมโรคได้ โดยหากเปรียบเทียบกับโรคเพมฟิกัสแล้ว โรคเพมฟิกอยด์จะใช้อากดภูมิในขนาดที่น้อยกว่าและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าโรคเพมฟิกัส (Pemphigus) แต่โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังหลายเดือนหรือหลายปี หลังโรคสงบแล้วอาจเป็นซ้ำได้ กรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัว

  1. ทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลตุ่มน้ำพองให้ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ อาจใช้ยาทา เช่น ยาครีมฆ่าเชื้อ ไม่ควรเปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอก  ไม่แกะเกาะบริเวณตุ่มน้ำเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง  การทำความสะอาดช่องปากและฟัน ควรเลือกแปรงขนนุ่มทำความสะอาดลิ้นและฟัน หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรง ๆ เพื่อลดการเกิดแผลในช่องปาก  ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) อมกลั้ว บ้วนปากบ่อย ๆ หรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือยาฆ่าเชื้อในช่องปากที่เข้มข้น
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ การออกกำลังกายหนักๆ ไม่สวมเสื้อผ้าที่คับรัดแน่น หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด
  3. รับประทานอาหารที่สุก สะอาด กรณีที่ผู้ป่วยมีแผลในปาก ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารรสจัดโดยเฉพาะอาหารเผ็ดหรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
  6. ถ้ามีอาการที่บ่งถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

โรคในกลุ่มนี้มีความรุนแรงต่างกัน โรคกลุ่มนี้เป็นโรคเรื้อรังอาการของโรคอาจกำเริบและสงบสลับกันไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรมารับการตรวจรักษาโดยสม่ำเสมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งโดยเคร่งครัด

อ้างอิง :   1.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2.https://www.thairath.co.th/entertain/news/1608313                3.https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=32

มารู้จัก “ยุงลาย” ตัวร้ายนำไข้เลือดออก

ยุงลาย หรือ Aedes

ยุงลาย หรือ Aedes  เดิมพบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน แต่ปัจจุบันพบได้ทุกทวีปยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา  ยุงในสกุลนี้มีกว่า 700 สปีชีส์สองสปีชีส์ที่โดดเด่นที่สุดที่ส่งผ่านไวรัส คือ Aedes aegypti และ Aedes albopictus  ยุงลายบางสปีชีส์ส่งผ่านโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็น ไข้เลือดออก ไข้เหลือง  ไข้ไนล์ตะวันตก ชิคุนกุนยา สมองอักเสบม้าตะวันออก รวมไปถึงเป็นพาหะของไข้ซิกาอีกด้วย การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้มักจะมีอาการไข้สูง อาจมีสมองอักเสบในบางกรณี และอาจจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ซึ่งยุงลายนั้นเป็นยุงที่ชอบออกหากินในเวลากลางวัน เริ่มตั้งแต่ช่วงสายจนถึงเย็น แต่บางครั้งก็อาจพบยุงลายในเวลาพลบค่ำด้วย ยุงลายมีสีดําสลับขาว  ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีขังน้ำต่างๆ ที่อยู่ในบ้านเรือนและบริเวณรอบๆ บ้าน หลังจากวางไข่แล้ว ประมาณ 2 วัน ยุงลายจะฟักตัวออกเป็นตัวอ่อนที่เรียกกันว่า “ลูกน้ำ” ลูกน้ำยุงลาย เคลื่อนไหวรวดเร็ว กินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในน้ำ  เช่น ตะไคร่น้ำ ตลอดจนเศษอาหารต่างๆ ที่หล่นลงไปในน้ำ

ระยะที่เป็นลูกน้ำ ใช้เวลาประมาณ 6 – 8 วัน แล้วจะลอกคราบกลายเป็นตัวกลางวัย ที่เรียกว่า“ตัวโม่ง” ซึ่งเป็นระยะที่ไม่กินอาหาร และมีการเคลื่อนไหวช้าลง ประมาณ 1 – 2 วัน ตัวโม่งจะลอกคราบกลายเป็นตัวยุงลาย ยุงลายตัวเมียนั้นจะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวและสามารถวางไข่ได้ตลอดชีวิต ส่วนอาหารของยุงลายคือน้ำหวานจากดอกไม้หรือผลไม้ แต่เฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่กินเลือด เพื่อนําโปรตีนในเลือดไปพัฒนาไข่ในท้อง หลังจากกินเลือด 2 – 3 วัน ยุงลายตัวเมียก็จะหาที่วางไข่ระยะเวลาจากไข่ ไปเป็นยุงลาย ใช้เวลา 7 – 10 วัน

ยุงลาย เพศเมีย อายุขัย 1 – 2 เดือน เพศผู้ อายุขัย 7 – 10 วัน ยุงลายไข่ครั้งละ 50 – 150 ฟอง 4 – 5 ครั้ง ยุงลาย 1 ตัว จะผลิตยุงรุ่นลูกได้ราว 500 ตัว

วิธีกำจัดยุงลาย

การกําจัดยุงลายนั้น สามารถทําได้หลายวิธี เช่น

1.ใช้น้ำผสมผงซักฟอก, น้ำยาล้างจาน, แชมพูหรือสบู่เหลว ในอัตราส่วน 1:4 ส่วน ใส่ในขวดสเปรย์ที่ใช้ฉีดให้ถูกตัวยุง ในบริเวณที่ยุงชอบเกาะพัก เช่น มุมบ้าน มุ้งลวด ผนังหรือเสื้อผ้าที่แขวนไว้

2.โดยกับดักไฟฟ้า แสงไฟจะล่อให้ยุงบินมาสู่กับดักแล้วก็จะถูกกระแสไฟฟ้าซ็อตตายไป

3.โดยใช้อุปกรณ์กําจัดยุงแบบใช้ถ่านไฟฉายรูปร่างคล้ายไม้เทนนิส เมื่อเปิดเครื่องจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านซี่ลวดเวลาใช้ต้องโบกให้ถูกตัวยุง ยุงจะถูกไฟช็อตตาย

4.โดยการฉีดด้วยสารเคมีกําจัดยุง

หากใครมีวิธีกำจัดยุงลายวิธีอื่นๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้เลย เราจะได้ช่วยกันตัดวงจรของยุงลาย ป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิดที่มาจาก ยุงลาย เพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักกันนะคะ

อ้างอิง : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

wikipedia

เช็ดตัวลดไข้..ใครว่าไม่สำคัญ

เช็ดตัวลดไข้

เวลาที่เด็กๆไม่สบาย “ไข้” เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะมีอาการตัวร้อนนำมาก่อนเสมอ และมักจะเกิดขึ้นร่วมกับความเจ็บป่วยหรือการสูญเสียความสมดุลภายในร่างกาย ซึ่งตามธรรมชาติของเด็กนั้น การระบายความร้อนออกจากร่างกายเป็นไปได้ช้า เนื่องจากบริเวณพื้นที่ผิวร่างกายมีน้อย แต่การสร้างความร้อนกลับเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งภาวะไข้นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆในร่างกายอย่างมากมาย

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถ้ามีไข้สูง39-40 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตัวร้อนจัด เด็กอาจเกิดอาการชักเนื่องจากไข้สูงได้ เพราะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบประสาทส่วนกลางยังเจริญไม่เต็มที่ อาการชักส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีไข้ หากมีการชักบ่อยๆจะทำให้สมองขาดออกซิเจน เซลล์สมองถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของเด็กและการทำงานของสมองในอนาคตได้ 

           การดูแลเด็กที่มีอาการไข้มีมากมายหลายวิธี และการเช็ดตัวลดไข้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง สามารถดูแลบุตรหลานในเบื้องต้นได้ ซึ่งการเช็ดตัวลดไข้นั้น เป็นกระบวนการนำความร้อนออกจากร่างกายสู่ผ้าเปียกที่ใช้เช็ดตัว โดยการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นให้เปียกชุ่ม แล้วเช็ดถูตามส่วนต่างๆของร่างกายร่วมกับการประคบผิวหนังบริเวณที่เป็นจุดรวมของหลอดเลือดขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง เช่น หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับต่างเพื่อช่วยให้ถ่ายเทความร้อนจากหลอดเลือดสู่ผิวหนัง และสู่ผ้าเปียกตามลำดับ

และสิ่งสำคัญในการดูแลเด็กที่มีอาการไข้ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง การเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดูแลเด็กเป็นพิเศษ  

วิธีเช็ดตัวลดไข้

เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้
เครื่องใช้เช็ดตัวลดไข้

การเช็ดตัวลดไข้นั้นนอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกสุขสบายมากขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากภาวะไข้สูงอีกด้วยนะคะ เรามาดูการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีกันเลยค่ะ

            1. เตรียมเครื่องใช้สำหรับการเช็ดตัวลดไข้ ได้แก่  กะละมังใส่น้ำ 1 ใบ  ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 1 ผืน ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก 3 ผืน และเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้

             2.ใส่น้ำอุ่นในกะละมังที่เตรียมไว้ ประมาณ 2 ลิตร  ความร้อนของน้ำควรจะอุ่นกว่าอุณหภูมิห้อง แต่เย็นกว่าอุณหภูมิในร่างกายของเด็ก  น้ำอุ่นจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ความร้อนถูกระบายออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น 

            3. ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด เพื่อให้ผิวสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีที่สุด

            4. ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 1 ชุบน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ บิดหมาดๆ แล้วเช็ดถูผิวหนังบริเวณใบหน้า ซอกคอและหลังหู แล้วพักผ้าไว้บริเวณซอกคอ การเช็ดถูจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดช่วยให้ความร้อนสามารถระบายออกทางผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น

            5.ใช้ผ้าผืนเล็ก ผืนที่ 2 เช็ดบริเวณแขนโดยเริ่มจากปลายแขน เช็ดแขนเข้าหาลำตัวเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ช่วยให้การระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น และพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

6.ใช้ผ้าผืนที่ 3 เช็ดแขนอีกข้างและพักผ้าไว้บริเวณรักแร้

7.เปลี่ยนผ้าบริเวณซอกคอ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณใบหน้าและศีรษะอีกครั้ง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหน้าผาก

8.เปลี่ยนผ้าบริเวณรักแร้ ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดบริเวณลำตัวด้านหน้าและด้านข้างทั้ง 2 ข้าง แล้วพักผ้าไว้บริเวณหัวใจ

9.เปลี่ยนผ้าบริเวณหน้าผาก ชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดขาบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง โดยเริ่มจากปลายเท้าเข้าหาลำตัว แล้วพักไว้บริเวณขาหนีบ

10.พลิกตะแคงตัวเด็ก ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆเช็ดด้านหลังตั้งแต่คอจนถึงก้นกบ เช็ดหลายๆครั้ง หากน้ำในกะละมังเย็นลงก็ให้เปลี่ยนน้ำอุ่นใหม่

11.เช็ดเหมือนเดิมจนครบเวลาประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าร่างกายเด็กเย็นลงกับมือ หลังจากนั้นเช็ดตัวเด็กให้แห้งด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มี่เตรียมไว้ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย

12. หลังเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที วัดอุณหภูมิร่างกายซ้ำด้วยปรอทวัดไข้อีกครั้ง  ถ้าพบว่าเด็กกลับมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็เช็ดตัวลดไข้ตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้ง 

tricks & tips ช่วยลดไข้

           1. ในขณะการเช็ดตัวและหลังการเช็ดตัวลดไข้ ให้เด็กนอนพักเพื่อลดอัตราการเผาผลาญในร่างกาย

           2. ผู้ปกครองสามารถพิจารณาให้รับประทานยาลดไข้ได้ ถ้าพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป

           3. พยายามกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มบ่อยๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากอาการไข้สูง และทำให้เยื่อบุมีความชุ่มชื้น

           4. เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเด็กๆอาจจะรู้สึกเบื่ออาหาร การกระตุ้นให้รับประทานอาหารอ่อน ปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เด็กทานอาหารได้มากขึ้น

           5. การทำความสะอาดปากและฟัน ช่วยระงับกลิ่นปาก ป้องกันแผลและการติดเชื้อในปาก และส่งเสริมความอยากอาหารของเด็กได้มากขึ้น

6. ถ้าเด็กมีอาการชัก ให้จับนอนตะแคงหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายไหลได้สะดวก ป้องกัน การสำลัก ห้ามป้อนยาเด็กในขณะที่ยังมีอาการชัก และแม้เด็กจะหยุดชักแล้ว ก็ควรนำเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุของการไข้ และเฝ้าระวังความผิดปกติของสมองที่อาจจะตามมาได้