BLOOMING SALE (14-30 Sep)

SALE UP TO 70% OFF ลดเพิ่ม 100 บาท เพียงพิมพ์ TRB100 เมื่อช้อปครบ 1,000 บาท ลดเพิ่ม 250 บาท เพียงพิมพ์ TRB250 เมื่อช้อปครบ 2,000 บาท ลดเพิ่ม 750 บาท เพียงพิมพ์ TRB750 เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท 📋 วันที่ 14 กันยายน 2564 – 30 กันยายน 2564 *ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เพราะความสุขที่สุดของบางคน คือการได้กินของอร่อย

ความสุขจากการกิน

เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกกังวล หรือเครียดจากเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องความรัก อีกหนึ่งวิธีในการสร้างความสุขแบบง่ายๆในวันนี้คือ”การกิน”ค่ะ กินอะไรก็ได้ที่เราชอบ กินของอร่อยๆ โดยเฉพาะการได้กินของหวาน ทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพราะ น้ำตาลจะช่วยทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น ช่วยทำให้จิตใจของเราผ่อนคลาย ช่วยให้ร่างกายของเราหลั่งสารเอ็นโดฟิน ที่สามารถทำให้เราเกิดความสุขได้ค่ะ แต่ก็อย่าทานจนเกินความพอดี เพราะความสุขจากการการกินอาจจะทำให้เรามีความทุกข์จากการที่เราอ้วนขึ้นมาแทนได้น๊าาาาา

ประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์สายกิน ==> คลิ๊ก

เพราะเรื่องกินคือเรื่องใหญ่!!!
ประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์สายกิน
คุ้มครองกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม เบาหวานและความดันโลหิตสูง

รายละเอียดความคุ้มครอง

  • คุ้มครองสูงสุด 600,000 บาท*
  • คุ้มครองกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม (ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ไขมันพอกตับ, นิ่วในถุงน้ำดี, หลอดเลือดแดงแข็ง, ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง) เบาหวานและความดัน
  • คุ้มครองทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก
  • ไม่ต้องซื้อพ่วงประกันชีวิต ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  • อายุรับประกัน 20-55 ปี และต่ออายุได้ถึง 60 ปี
  • การรักษาโดยแพทย์ทางเลือกในโรงพยาบาล สถานพยาบาลเวชกรรม หรือ คลินิก ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข
  • ไม่จำกัดวงเงินรายการค่ารักษาพยาบาลต่อครั้ง เช่น ค่าผ่าตัด ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้วงเงินค่ารักษาพยาบาลรวมขึ้นอยู่กับแผนประกันและความคุ้มครองที่เลือก
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ทิ้งหน้าหน้ากากอนามัยใช้แล้วอย่างไร ไม่ให้เสี่ยงแพร่เชื้อ

ปัจจุบันสถานการณ์ระบาดของโควิด19 ส่งผลให้ในแต่ละวันมีการใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก และในบางชุมชนหรือในที่สาธารณะบางแห่ง ไม่มีถังขยะติดเชื้อสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคจากหน้ากากอนามัยที่เราใช้แล้วโดยเฉพาะพนักงานเก็บขยะที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคได้ง่าย เรามาเรียนรู้การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำไว้ ดังนี้ค่ะ

1.ล้างมือให้สะอาดก่อนถอดหน้ากากอนามัย

2.ใช้มือทั้งสองข้างจับที่สายรัดแล้วดึงหน้ากากอนามัย ไม่ใช้มือสัมผัสด้านหน้าของหน้ากากอนามัย

3.จับที่ขอบหน้ากากแล้วพับครึ่ง เก็บส่วนที่สัมผัสร่างกายให้อยู่ด้านใน

4.พับครึ่งอีก 2 ทบ แล้วใช้เชือกพันรอบหน้ากาก มัดให้แน่น สำหรับหน้ากากอนามัยของผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ เช่น คนที่ต้องกักตัวดูอาการ ควรทำการฆ่าเชื้อเบื้องต้นด้วยการราดน้ำยาฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 5%) ก่อนทิ้งหน้ากากอนามัยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น

5.ใส่ถุงรองรับ(แยกจากขยะชิ้นอื่น) แล้วมัดปากถุงให้แน่น

6.เขียนกำกับบนถุงว่าขยะติดเชื้อ

7.ทิ้งหน้ากากอนามัยลงถังขยะที่มีฝาปิด

8.ล้างมือด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือถ้าไม่สะดวกให้ใช้แอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือทันที

                   การทิ้งหน้ากากอนามัยใส่ขวดพลาสติก เป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัยเพราะขวดพลาสติกเป็นขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ โดยการดึงเอาขยะภายในขวดออกให้หมด และนำขวดเปล่าไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ซึ่งอาจทำให้คนเก็บของเก่าหรือพนักงานเก็บขยะมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อโรคได้ นอกจากนั้น หากขวดพลาสติกดังกล่าวถูกนำกลับมาผลิตเป็นขวดบรรจุน้ำดื่มอีก ก็คงเป็นเรื่องยากที่ผู้บริโภคจะทราบได้ว่าเคยถูกใช้เป็นภาชนะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วมาก่อน

หากจะทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ควรทิ้งตามคำแนะนำข้างต้น และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคนะคะ

ทำความรู้จัก“โมเดอร์นา”(Moderna) วัคซีนทางเลือกที่กำลังมาแรง

วัคซีนทางเลือก คือ วัคซีนโควิด 19 ที่รัฐบาลอนุมัติให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้จัดซื้อผ่านองค์การเภสัช นอกเหนือจากวัคซีนที่อยู่ในแผนการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่หลากหลายมากขึ้น

แม้ว่ารัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนโควิด 19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ด้วยความต้องการวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด19 สายพันธุ์เดลต้า ที่มีรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้สนใจจองวัคซีนทางเลือกกับสถานพยาบาลเอกชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งคาดการณ์ว่าวัคซีน Modernaจะได้รับการนำเข้าประเทศไทยในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2564″ สำหรับใครที่กำลังสนใจการฉีดวัคซีนตัวนี้อยู่ ลองมาทำความเข้าใจเพื่อประกอบการตัดสินใจจองวัคซีนกันเลยค่ะ

ประสิทธิภาพของวัคซีน

จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน Modernaมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดโรคคือ 94.1% ในประชากรทั่วไป ป้องกันการติดโรคได้ 86.4% ในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ลดความรุนแรงของโรคได้ 100% และลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 ได้ 100% และจากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการล่าสุด พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระดับที่สูงพอที่จะยับยั้งสายพันธุ์ B.1.17 จากอังกฤษ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ได้ และจากการศึกษาตัวอย่างเลือดของ 8 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วใน 1 สัปดาห์ ผลชี้ว่าผู้ได้รับวัคซีนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันที่สามารถต้านทานต่อโควิดสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงสายพันธุ์เดลต้า ที่พบในอินเดีย แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าระดับประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์แยกย่อยเหล่านี้มีมากเพียงใด

การรับรองมาตรฐาน

Modernaผ่านการรับรองการใช้ป้องกันโรคโควิด-19 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อ 30 เม.ย. 2564 และ อย.ไทยขึ้นทะเบียนเมื่อ 13 พ.ค. 2564

รายละเอียดการฉีดวัคซีน

1. ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยา และมีความกังวลควรปรึกษาแพทย์

2. สำหรับผู้ยังไม่เคยฉีดวัคซีนโควิดชนิดใดๆ มาก่อน

     – ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์

3. สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนโควิดชนิดใด ๆ มาแล้ว (ทั้งแบบ 1 หรือ 2 เข็ม)

   3.1 เคยได้รับวัคซีนโควิดมาแล้ว 1 เข็ม

     – กรณีเข็มที่ 1 เป็น Sinovac และต้องการฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 2 แนะนำให้ ฉีดห่างจากเข็มที่ 1 ในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์

     – กรณีเข็มที่ 1 เป็น Astrazeneca และต้องการฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 2 แนะนำให้ฉีดห่างจากเข็มที่ 1 ในระยะเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์

   3.2 เคยได้รับวัคซีนโควิดมาแล้ว 2 เข็ม

     ไม่ว่าจะเคยได้รับวัคซีนโควิดชนิดใดมาก่อนก็ตาม สามารถฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เป็นเข็มที่ 3 เพื่อเป็นการกระตุ้นได้ โดยแนะนำให้ฉีดห่างจากเข็มที่ 2 ในระยะเวลา 12-20 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna กระตุ้น เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อป้องกันสายพันธุ์เดลต้าที่อาจระบาดในประเทศไทย

* หมายเหตุ : ระยะของการฉีดวัคซีนเข็ม 2 และ เข็ม 3 สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาวิจัยในอนาคต

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนรับวัคซีนโควิด19

วัคซีนเด็ก

แม้ว่าวัคซีนจะไม่ได้ให้ผลในการป้องกันการติดเชื้อได้ 100% เพราะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละตัวและการตอบสนองของแต่ละบุคคล แต่คุณสมบัติของวัคซีนโควิด19 ทุกตัวนั้น สามารถลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยหลังการติดเชื้อและลดการเสียชีวิตได้เกือบ 100% ซึ่งจะทำให้ลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและลดอัตราการเสียชีวิตได้ แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ยังรู้สึกลังเลและกังวลใจกับผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด19 อยู่บ้าง การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนโควิด19 จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

วัคซีนเด็ก

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนโควิด19

1.อาการข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ไข้ต่ำๆ

2.อาการข้างเคียงรุนแรง เช่น มีไข้สูง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาเจียน ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นทั้งตัว ชัก หมดสติ

การปฏิบัติก่อนฉีดวัคซีนโควิด19

1) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2)สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก

3) วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี

4)งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5) ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก

6) หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที 

7) กรณีที่มีอาการข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน เช่น มีไข้ ปวดแขน ปวดเมื่อยตามตัวมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด

8) การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและ

9) ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที

10) ป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTTA

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.

เลือกใช้เสื้อผ้ามือสองอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรค

เสื้อผ้ามือสอง

แม้ปัจจุบันเสื้อผ้าแฟชั่นในท้องตลาดมีมากมายรูปแบบที่ผลิตออกมาใหม่ๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเสื้อผ้ามือสองก็ยังเป็นที่นิยมซื้อใส่กันมากมายเช่นกัน เผลอๆบางตัวก็มีราคาแพงมากกว่าของใหม่เสียอีก แล้วอะไรหล่ะที่ทำให้คนเราตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง ทั้งๆที่บางทีก็มีราคาสูงกว่าของใหม่อีกด้วย เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

เหตุผลที่หลายๆคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง

1.เพราะติดใจในเสน่ห์ของเหล่าเสื้อผ้าที่เดินทางข้ามกาลเวลามาด้วยดีไซน์เก๋ๆไม่ซ้ำใคร เป็นสไตล์ของเราจริงๆที่หาซื้อไม่ได้ในยุคนี้แล้ว อีกทั้งดีเทลที่เป็นแฮนเมด ซึ่งรายละเอียดพวกนี้ไม่มีวันหาได้จากเสื้อผ้าโรงงานอย่างแน่นอน

2.การใส่เสื้อผ้ามือสองเป็นอีกหนทางหนึ่งของการรียูส นำของเก่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง โดยเฉพาะแฟชั่นที่วนเวียนเทรนด์กลับมาอยู่เรื่อยๆ เป็นการรวมเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อมและการแต่งตัวเข้าด้วยกัน

3.ซื้อเพราะราคาถูก ชอบเปลี่ยนบ่อย ใส่ไม่นานก็เปลี่ยนการเลือกซื้อมือสองจึงคุ้มค่ากว่า

4.เพราะเสื้อผ้ามือสองที่ขายอยู่บางทีก็เป็นของมือหนึ่ง แต่อาจจะตกรุ่นมากจากโรงงาน หรือไม่ก็ไม่ผ่านQC เลยถูกโล๊ะมาขายในร้านมือสอง   

เสื้อผ้าแบรนด์เนมมือสอง

5.เพราะชอบสินค้าแบรนด์นี้รุ่นนี้มาก แต่สินค้าที่ต้องการหมดแล้ว หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว พอเจอมือสอง เลยต้องซื้อไว้เลย ซึ่งถ้าหากใส่ใจในการเลือกซื้อสักหน่อย ก็อาจจะได้ของดีในราคาที่ถูกแสนถูกได้

แต่บ้างครั้งหลายคนก็เจอกับประสบการณ์ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมสภาพของเนื้อผ้า รอยเลอะ หรือกลิ่นที่ขจัดได้ยาก เสื้อผ้ามือสองที่วางขายอยู่ตามตลาดนั้น บอกแหล่งที่มาไม่ได้ ว่าใครเป็นเจ้าของเสื้อ และป่วยเป็นโรคอะไรบ้างก็ ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน ประกอบกับจำนวนเสื้อผ้า มือสองที่นำเข้ามา มีจำนวนมากในแต่ละปี หากวิธีการ ขนส่งและการจัดเก็บไม่สะอาดปลอดภัย อีกทั้งการที่พ่อค้าแม่ค้านำมาวางกองขายกับพื้น ยิ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนฝุ่นละออง เชื้อโรค และแมลง ชนิดต่างๆ ได้ง่ายด้วย เมื่อนำมาสวมใส่โดย ปราศจากการทำความสะอาดที่ดีพอ จะเสี่ยง ต่อการเกิดโรคได้ ซึ่งที่พบได้บ่อย คือ เชื้อรา กลากเกลื้อน โลน ตัวไร โรคภูมิแพ้จากฝุ่น น้ำซักผ้า น้ำยารีดผ้าเรียบ แพ้วัสดุที่ใช้ผลิต เช่นกระดุมโลหะ หัวเข็มขัดเหล็ก เป็นต้น ดังนั้นการเลือกใช้เสื้อผ้ามือสองควรใส่ใจในความสะอาดและปลอดภัยตั้งแต่การเลือกซื้อเลยนะคะ

วิธีเลือกซื้อเลือกใช้เสื้อผ้ามือสองอย่างปลอดภัย

1.ควรเลือกร้านที่ดูสะอาด การจัดเก็บเรียบร้อย ไม่วางกองไว้กับพื้น ถ้าเป็นไปได้การเลือกซื้อเสื้อผ้าที่รู้ถึงแหล่งที่มา เช่น เสื้อผ้ามือสองของเพื่อนที่เรารู้จัก เป็นต้น

เสื้อผ้ามือสอง

2.สวมผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นที่มากับเสื้อผ้าขณะเลือกซื้อ หรืออาจจะเป็นการสั่งซื้อทางออนไลน์ก็จะสามารถเลือกตัดปัญหาเรื่องฝุ่นที่มากับผ้าไปได้เลย

3.เลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพดี ไม่มีรอยด่างคราบดำ หรือกลิ่นอับชื้น

4.ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่ทำมาจากหนัง สัตว์ขนฟู เพราะทำความสะอาดได้ยาก

5.ไม่ว่าจะเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองที่ร้านหรือการสั่งซื้อออนไลน์ ก่อนนำมาสวมใส่ก็ต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคก่อนทุกครั้ง โดยการต้มในน้ำเดือดหรือน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่า  71  องศาเซลเซียส นาน25  นาที  จากนั้นนำไปตากแดดจัดให้แห้ง

เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเสื้อผ้ามือสองที่เราเลือกใช้นั้นมีความสะอาดปลอดภัยและไม่เสี่ยงโรค แต่ถ้าใครรู้สึกมีอาการผิดปกติ เช่นผื่นแดง คันผิวหนัง หลังจากใช้เสื้อผ้ามือสอง  ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันทีนะคะ  และไม่ควรแคะ  แกะ  เกาบริเวณที่มีอาการ เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อจนลุกลามได้

ออกกำลังกายอย่างไร ให้ห่างไกลCOVID-19

กลับมาอีกแล้วกับการระบาดระลอกที่2 ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า โควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ทำให้ในหลายๆพื้นที่เริ่มมีคำสั่งให้มีการ lockdown เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ หลายๆคนต้องกักตัวที่บ้าน การทำกิจกรรมต่างๆต้องทำที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งการออกกกำลังกาย ดังนั้นการเลือกออกกำลังกายในแบบที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ให้คำแนะนำในการออกกำลังกายที่บ้านเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในรูปแบบที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด 19 ดังนี้ค่ะ

โยคะ

1.ออกกำลังกายในบ้านหรือลานบ้านส่วนตัว

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นับว่าปลอดภัย และถือว่าได้ปฏิบัติตามแนวทางประเทศที่กำลังรณรงค์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดหรืออยู่ในที่มีคนหนาแน่น

สำหรับการออกกำลังกายที่บ้าน ควรเน้นความเหมาะสมตามบริบทของผู้ออกกำลังกาย อุปกรณ์ สถานที่ หากไม่มีอุปกรณ์หรือพื้นที่ อาจเลือกชนิดการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก เช่น โยคะ เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก เดินเร็วรอบๆบริเวณบ้าน เป็นต้น

2.ออกกำลังกายในสถานที่สาธารณะ

หากมีข้อจำกัดพื้นที่ในบ้านเล็กเกินกว่าจะออกกำลังกาย หรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้สถานที่สาธารณะในการออกกำลังกาย ก็ยังสามารถทำได้นะคะ แต่อย่าลืมการปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนี้

  • ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดหรืออยู่ในที่มีคนหนาแน่น  
  • รักษาระยะห่างบุคคล โดยเว้นระยะ 2 เมตร เพื่อลดการรับสัมผัสเชื้อโรคที่ลอยมากับเสมหะ น้ำลาย น้ำมูกของผู้อื่น หรือจากการจับต้องสัมผัสมือกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า จมูก ตา ปาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการนำเชื้อโควิด-19เข้าสู่ร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการการสัมผัสในจุดสัมผัสร่วมของอุปกรณ์ต่างๆ 
  • หมั่นทำความสะอาดมือ ล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือ แอลกอร์ฮอเจล
  • หมั่นทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นประจำ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กำจัดเชื้อ เช่น สบู่เหลวล้างมือ แอลกอฮอล์ 70% หรือผลิตถัณฑ์ฆ่า้ชื้ออเนกประสงค์

ทั้งนี้การออกกำลังกายในแต่ละครั้งควรทำอย่างต่อเนื่องให้ได้นาน 30 นาทีขึ้นไป 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ให้ห่างไกลโควิด19 อย่างแน่นอนค่ะ

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานนั้น สำคัญอย่างไร?

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน

เพราะก่อนแต่งงานต่างคนต่างเคยใช้ชีวิต ตามวิถีที่ตนเองพอใจมาโดยตลอด อีกทั้งความแตกต่างในชาติกำเนิด พันธุกรรม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของแต่ละครอบครัวหล่อหลอมให้เกิดอุปนิสัยส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งโรคประจำตัว และความผิดปกติอื่นๆ เมื่อต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อนแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะความแตกต่างเหล่านี้ แม้แต่เรื่องที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายครอบครัวต้องล่มสลายได้

“การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน” เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัว เพราะการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก คือความฝันของคู่รักหลายๆคู่ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในเรื่องสุขภาพของคู่สามีภรรยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการมีลูกอีกด้วย เพราะหากสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีความบกพร่องทางพันธุกรรม การหาแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับลูก หรือวางแผนการรักษา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันอันตรายจากโรคที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ได้

นอกจากนี้การการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ยังสามารถตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถึงระดับดีเอ็นเอหรือยีน ทำให้รู้ได้ว่าหญิงหรือชายที่เป็นคู่สมรสกันนั้นมียีนที่เป็นพาหะของโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่ หากพบก็จะได้ให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจแต่งงานหรือก่อนมีบุตร หรือหากพบว่าเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนก็จะได้ทำการฉีดวัคซีนก่อน เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ โรคหัดเยอรมัน เป็นต้น ส่วนในกรณีที่พบว่ามียีนผิดปกติที่ไม่สามารถป้องกันได้ หรือโอกาสที่ลูกจะเกิดมามีภาวะผิดปกติมีมาก แพทย์อาจจะแนะนำให้แต่งงานกันได้โดยไม่ต้องมีบุตร หรือหากตั้งครรภ์ก็จะได้ตรวจความสมบูรณ์ของบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อีกด้วย

การตรวจร่างกายโดยแพทย์

การตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยในการช่วยวินิจฉัยแยกโรค และประเมินภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยจะดำเนินการร่วมกับสอบถามประวัติอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแล้ว

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC) เป็นการคัดกรองหาความผิดปกติของเม็ดเลือด ซึ่งจะแสดงข้อมูลของเม็ดเลือดที่สำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เม็ดเลือดแดง (Red blood cell; RBC) เม็ดเลือดขาว (White blood cell;WBC) และเกล็ดเลือด (Platelet; PLT)
  • ตรวจความผิดปกติในปัสสาวะ (Urinalysis;UA) เป็นการตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะเพื่อดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี และตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะและประเมินความเสี่ยงในบางโรค
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) เป็นการเจาะหาระดับกลูโคสในเลือด ที่มาจากการรับประทานอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน หรือโปรตีน และส่วนหนึ่งที่มาจากการหลั่งจากน้ำตาลที่สะสมที่ตับ ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่า “อินซูลิน” เพื่อการค้นหาความเสี่ยงหรือการวินิจฉัยโรคเบาหวาน
  • ตรวจการทำงานของไต (BUN, Cr) เป็นการตรวจเพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
  • ตรวจกรดยูริก (Uric acid) เป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคเก๊าท์
  • ตรวจไขมันในเลือด (Lipid profile)
  • ตรวจการทำงานของตับ (LFT) เป็นการตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี
  • ตรวจธาลัสซีเมีย (DCIP) (Hb typing) เป็นการตรวจประเมินโรคหรือพาหะธาลัสซีเมียเนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกได้
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg) เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากพบว่ามีเชื้อแสดงว่าเป็นพาหะนำโรค ซึ่งสามารถติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์และสายเลือด ถ้าหากไม่มีการป้องกันที่ดีอาจทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อได้
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAb) เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันของร่างกายกับเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งมีโอกาสสูงที่ผู้ที่มีเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ และโรคตับแข็ง เป็นโรคที่สามารถติดต่อไปยังคู่สมรสและลูก สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน
  • ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส  (VDRL) เป็นการตรวจเพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์โรคหนึ่งซึ่งสามารถติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างการคลอดได้
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ เป็นการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ และสามารถติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถึงระดับดีเอ็นเอ ซึ่งทำให้สามารถตรวจพบถึงความผิดปกติของยีนส์ที่เป็นพาหะของโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานจะช่วยให้คู่รักได้รับคำปรึกษาก่อนตัดสินใจแต่งงานหรือมีบุตร ทั้งนี้ก็เพื่อการมีครอบครัวที่มีความสุขในอนาคต

10 ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพในวัยผู้ใหญ่

1.รับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย

เพื่อสุขภาพที่ดีเราต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันมากกว่า 40 ชนิด นั่นไม่ได้หมายความถึงอาหารในมื้อเดียวนะคะ เพราะแน่นอนเลยว่าเราไม่สามารถรับประทานอาหารให้ครบถ้วนได้ในมื้อเดียวและไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งหมดได้ ดังนั้นการเลือกอาหารที่หลากหลาย ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด เพื่อสร้างความสมดุลจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างเช่น หากอาหารมื้อกลางวันของเรานั้นเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ในมื้อเย็นอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หรือหลังจากรับประทานเนื้อสัตว์จำนวนมากในมื้อเย็น เราก็เลือกรับประทานเมนูจากปลาในมื้อถัดไป เป็นต้น

2.รับประทานอาหารที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

ประมาณครึ่งหนึ่งของแคลอรี่ในอาหารของเราควรมาจากอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเช่น ข้าว ธัญพืช พาสต้า มันฝรั่ง และขนมปัง ถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว ควรเพิ่มอย่างน้อยหนึ่งอย่างในทุกมื้อ อาหารโฮลเกรน เช่น ขนมปังโฮลเกรน และธัญพืชจะช่วยเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร

3.รักษาสมดุลในการรับประทานอาหารประเภทไขมันให้เหมาะสม

ไขมันเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย การรับประทานในปริมาณที่พอดีก็จะเกิดประโยชน์กับร่างกาย อย่างไรก็ตามหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เกิดโรคอ้วน หรือ มีปัญหาเรื่องไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ และไม่เพียงแต่ปริมาณไขมันที่ได้รับเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกาย เพราะชนิดของไขมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกรับประทานไขมันชนิดที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งแต่ละชนิดต่างมีผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป ชนิดไหนดี ชนิดไหนที่ควรเลี่ยง และสามารถพบไขมันเหล่านี้ได้ในอาหารประเภทใดบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ไขมันอิ่มตัว

กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) คือ ไขมันที่เป็นไขมันเต็มตัว เช่น ไขมันโคเลสเตอรอล ไขมันไตรกลีเซอไรด์ เมื่อบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก จะไปสะสมในเซลล์ไขมันทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ไขมันอิ่มตัวก็ยังมีความจำเป็นต่อร่างกาย เพียงแต่ต้องบริโภคในปริมาณที่จำกัด อาทิ ไขมันจากสัตว์ นม เนย ชีส ไข่แดง และจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

กรดไขมันไม่อิ่มตัว

กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) เป็นไขมันที่ได้จากพืช ยกเว้นจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ และน้ำมันปาล์ม ที่เป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว มีผลต่อโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันอิ่มตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ตำแหน่งเดียว พบได้ในพบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันงา น้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่างๆ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ควรทานในชีวิตประจำวัน

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง พบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่างๆ

แม้ในภาพรวม ไขมันอิ่มตัวจะอันตรายมากกว่าไขมันไม่อิ่มตัว แต่ร่างกายยังต้องการไขมันทั้งสองชนิด ดังนั้นควรเลือกทานไขมันทั้งอิ่มตัว และไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่พอเหมาะ ทานไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่าไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งสัดส่วนให้เราได้ทานไขมันในทุกๆ วัน วันละนิดวันละหน่อย เน้นถั่ว ปลาทะเล แล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ

เคล็ดลับ
      :จำกัดการบริโภคไขมันรวมและไขมันอิ่มตัวที่มักมาจากอาหารที่มาจากสัตว์ และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์โดยสิ้นเชิง การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์จะช่วยในการระบุแหล่งที่มาของอาหารได้
      :การกินปลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยมีปลามันอย่างน้อยหนึ่งมื้อจะช่วยให้เราได้รับไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม
      :การปรุงอาหาร ควรเลือกวิธีการต้ม นึ่ง หรืออบ แทนการทอด และเลือกเอาส่วนที่เป็นไขมันของเนื้อสัตว์ออก 

4. เพลิดเพลินกับการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย

ผักและผลไม้เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดในด้านการให้วิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารแก่ร่างกายของเราอย่างเพียงพอ จึงควรพยายามเลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 หน่วยบริโภค ตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้สด 1 แก้วในมื้อเช้า และอาจจะเป็นแอปเปิ้ลและแตงโมสักชิ้นเป็นของว่าง และตามด้วยผักหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันในอาหารแต่ละมื้อ

5. ลดการบริโภคเกลือและน้ำตาล

การบริโภคเกลือในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

เคล็ดลับ

: เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมต่ำ

: เลือกปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มรสชาติและความหลากหลายของอาหาร แทนการปรุงด้วยเกลือและน้ำตาล

: เลือกที่จะชิมรสชาติของอาหารก่อนการเติมเกลือหรือน้ำตาล หรืออาจจะไม่ให้มีเครื่องปรุงด้วยเกลือและน้ำตาลบนโต๊ะอาหาร

: แต่อย่างไรก็ตาม อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลนั้นอุดมไปด้วยพลังงานและควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเป็นครั้งคราว ซึ่งเราสามารถเลือกรับประทานผลไม้แทนได้

6.ควบคุมอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลายเป็นประจำและควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การงดมื้ออาหารบางมื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าอาจทำให้เกิดความหิวที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมักจะส่งผลให้กินมากเกินไปในมื้อถัดไปแบบที่ควบคุมไม่ได้ การเลือกทานอาหารว่างระหว่างมื้ออาหารสามารถช่วยลดความหิวได้ สำหรับของว่างเราสามารถเลือกเป็นพวกโยเกิร์ต ผลไม้ ผักสดหรือผลไม้อบแห้ง ถั่วไม่ใส่เกลือ เป็นต้น การใส่ใจกับสัดส่วนของอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยให้เราไม่บริโภคแคลอรี่มากเกินไปและจะช่วยให้เรากินอาหารทั้งหมดที่เราชอบได้โดยไม่ต้องจำกัดอะไรเลย

เคล็ดลับ

: การปรุงอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยให้ควบคุมปริมาณได้ ทำให้เราไม่กินมากเกินไป

: ขนาดเสิร์ฟที่เหมาะสม เช่น เนื้อ 100 กรัม ผลไม้ขนาดกลางหนึ่งชิ้น พาสต้าดิบครึ่งถ้วย เป็นต้น

: การใช้จานขนาดเล็กจะช่วยในการเสิร์ฟที่น้อยลง

: อาหารสำเร็จรูปที่มีค่าแคลอรี่บนบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยให้เราควบคุมสัดส่วนของอาหารได้

: การทานอาหารนอกบ้านเราสามารถแบ่งบางส่วนให้เพื่อนได้

7.ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน

ในวัยผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร หรือมากกว่านั้นถ้าอากาศร้อนมากหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก แน่นอนว่าน้ำสะอาดเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย และสามารถดื่มน้ำผลไม้ ชา น้ำอัดลม นมและเครื่องดื่มอื่นๆ สามารถใช้ได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะน้ำที่ผ่านการปรุงแต่งอาจมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น น้ำตาล อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เกินความจำเป็นได้

8. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับเราแต่ละคนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเช่น เพศ ส่วนสูง อายุ และกรรมพันธุ์ของแต่ละคน การมีน้ำหนักเกินจากโรคอ้วนจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ไขมันส่วนเกินในร่างกายมาจากการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการ แคลอรี่ส่วนเกินอาจมาจากอาหารไม่ว่าจะเป็นโปรตีนไขมันคาร์ โบไฮเดรต เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น


9. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทุกช่วงน้ำหนักและสภาวะสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายเราเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินออกไปได้ ส่งผลดีต่อระบบหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดรักษาหรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ช่วยให้เรามีสมาธิและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ครั้งละประมาณ 30 นาที ติดต่อกัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

เคล็ดลับ

: ใช้บันไดแทนลิฟต์ ไปเดินเล่นในช่วงพักกลางวัน (และยืดเส้นยืดสายในสำนักงานระหว่างวัน) หาเวลาทำกิจกรรมวันหยุดสุดสัปดาห์กับครอบครัว

10. เริ่มลงมือทำเลย!

การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในวิถีชีวิตของเรานั้นง่ายต่อการคงรักษามากกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เราสามารถจดบันทึกอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคตลอดทั้งวันและจดบันทึกปริมาณการเคลื่อนไหวที่เราทำ และระบุจุดที่เราสามารถปรับปรุงได้ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของเราให้เหมาะสมอย่างช้าๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน หรือหักโหมจนเกิรไป อาจส่งผลกระทบทำให้เรากลับไปสู่นิสัยเดิมๆได้

เคล็ดลับ

: เราสามารถเลือกตัวเลือก เช่นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำแทนกินในปริมาณที่น้อยลงได้ การใช้บันไดทุกวันแทนการขึ้นลิปอาจจะช่วยให้เรามีการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นในระยะเริ่มต้นได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ค่าดัชนีมวลกาย ( BMI ) น้ำหนักแค่ไหนถึงจะพอดี

12 เทคนิคช่วยให้นอนหลับง่ายๆโดยไม่ต้องพึ่งยา

การนอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับ (insomnia) เป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญและพบได้บ่อยในปัจจุบัน การนอนไม่หลับส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลทำให้เกิดผลเสียในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อาชีพและเศรษฐกิจ 

อาการนอนไม่หลับ หมายถึง การนอนหลับยากเมื่อเริ่มต้นเข้านอน ร่วมกับอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 1 อย่าง คือ การตื่นนอนกลางดึกแล้วหลับต่อยาก การตื่นเร็วกว่าปกติ หรือการตื่นนอนด้วยความรู้สึกที่ไม่สดชื่นหรือไม่เต็มอิ่ม นอกจากนี้สมาคมจิตแพทย์แห่งอเมริการะบุว่าการวินิจฉัยว่ามีปัญหาการนอนไม่หลับหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่าปัญหาการนอนไม่หลับนั้นส่งผลกระทบต่อด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและอาชีพของบุคคลร่วมด้วย 

เทคนิคช่วยให้นอนหลับได้ง่าย